เมื่อคืนเฉินจื่อเซวียนแทบไม่ได้นอน ในหัวมีแต่คำพูดของพ่อที่บอกว่าจะปิดโรงงาน วนเวียนซ้ำไปซ้ำมา
นอกจากจะตกใจแล้ว เขายังรู้สึกจนปัญญาอย่างยิ่ง
ปกติเวลาเจอปัญหา พ่อมักกัดฟันสู้ ไม่เคยคิดจะยอมแพ้ การที่ตอนนี้พูดออกมาว่าจะปิดโรงงาน แสดงว่าภาระที่แบกไว้คงหนักหนาสาหัสแล้ว
พ่อทุ่มเทแรงกายแรงใจให้โรงงานแห่งนี้มาค่อนชีวิต หากปิดโรงงานไป ความหวังที่พ่อมีต่อจากนี้ก็คงดับลงไปไม่น้อย
เดิมทีวันนี้เฉินจื่อเซวียนไม่จำเป็นต้องมาหาหยางจิ่งหราน เรื่องที่ต้องประสานงานและตกลงกันก็จัดการเรียบร้อยไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว
แต่เขานั่งอยู่บ้านไม่ติด ตอนนี้ไลฟ์จักสานไม้ไผ่ของเจียงหนานเป็นโอกาสริบหรี่เพียงหนึ่งเดียวที่เขาพอจะคว้าไว้ได้
ถึงในใจจะรู้ดีว่าเจียงหนานเป็นสตรีมเมอร์หน้าใหม่ มีผู้ติดตามไม่มาก กระแสก็ธรรมดา ส่วนงานจักสานไม้ไผ่ชิงเสินก็ไม่ใช่สินค้าที่ขายได้รวดเร็ว ราคาก็ไม่ถูก กลุ่มเป้าหมายยังจำกัด จึงยากจะผลักดันให้เป็นที่รู้จักในตลาดวงกว้าง ไลฟ์ครั้งนี้ไม่มีทางได้ผลดีนัก
แต่แทนที่จะอุดอู้อยู่บ้าน คิดฟุ้งซ่านและกลุ้มใจไปหมด สู้มาดูสักหน่อยดีกว่า เผื่อมีอะไรที่เขาช่วยได้
ท่ามกลางความรู้สึกหนักอึ้ง รถของเขาค่อย ๆ จอดลงหน้าทางเข้าโรงงานจักสานไม้ไผ่จิ่งหราน
ตามปกติ รปภ.ที่เข้าเวรจำเขาได้ และคงเปิดไม้กั้นให้ผ่านไปตั้งนานแล้ว
แต่วันนี้ไม่เหมือนเคย
รปภ.เดินออกมาจากป้อมยาม ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มคุ้นเคยอย่างที่เคยเป็น ก่อนจะทักเฉินจื่อเซวียนอย่างเป็นกันเองว่า “คุณชายเฉิน มาแล้วเหรอครับ”
“ขอโทษจริง ๆ ครับ วันนี้ทุกคนที่เข้ามาต้องแจ้งเจ้านายของเราก่อน รบกวนคุณโทรหาคุณหยางหน่อยนะครับ”
เฉินจื่อเซวียนรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เขาโทรหาหยางจิ่งหราน
พอคุยโทรศัพท์เสร็จ ป้อมยามก็ได้รับแจ้ง รปภ.จึงยกไม้กั้นให้เฉินจื่อเซวียนขับเข้าไป
