พอตื่นขึ้นมาก็รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ปัดความกังวลทุกอย่างทิ้งไปจากหัว
ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือหาเงิน ไม่มีเงินก็ทำอะไรไม่ได้ทั้งนั้น
เจียงหนานล้างหน้าแปรงฟันเสร็จก็ส่งข้อความหาหานเจิ้งกัง บอกให้เขาแวะมารับพัสดุตอนว่าง
เธอคิดว่าหมู่บ้านซิ่วสุ่ยอยู่ห่างจากตัวเมืองพอสมควร รีบบอกเขาไว้จะได้จัดเวลาเดินทางมาได้สะดวก
จะมารับกี่โมงเจียงหนานไม่สนใจ แต่เธอต้องการให้ส่งของออกไปภายในวันนั้น
เจียงหนานยังไม่ทันกินมื้อเช้าเสร็จ ก็ได้ยินเสียงคนตะโกนจากนอกลานบ้านว่า “คุณเจียงครับ ผมหานเจิ้งกัง”
เจียงหนานแปลกใจมาก ทำไมมาไวขนาดนี้?
หานเจิ้งกังเดินเข้ามาในลานบ้าน ยืนรออยู่ใต้ชายคาอย่างเรียบร้อย ให้เจียงหนานเอาของออกมาให้
เจียงหนานหิบน้ำหนักมือออกมาจากในบ้าน พลางเอ่ยอย่างเกรงใจว่า “ขอโทษนะคะ รอสักครู่ ฉันไม่คิดว่าคุณจะมาเร็วขนาดนี้ ยังไม่ได้แยกของเลย กะว่าจะกินข้าวเช้าเสร็จแล้วค่อยจัดการ”
ปกติเวลาพนักงานส่งพัสดุมารับของ เจียงหนานจะแยกพัสดุใส่กล่องเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว แถมยังเขียนเลขท้ายของออร์เดอร์ไว้บนกล่องด้วย
พนักงานส่งพัสดุแค่พิมพ์ใบปะหน้าออกมาแล้วติดให้แต่ละกล่องก็พอ
หานเจิ้งกังดูเกร็ง ๆ ต่อหน้าเจียงหนาน เขายื่นมือไปรับถุงจากมือเธอ สายตาจับจ้องของที่อยู่ในมือ “ไม่เป็นไรครับ คุณเจียงกินข้าวเถอะ เดี๋ยวผมแยกของให้เอง”
เจียงหนาน “เอ๊ะ จะดีเหรอคะ”
เธอไม่เคยเจอพนักงานส่งพัสดุที่บริการดีขนาดนี้มาก่อน
หานเจิ้งกังย่อตัวลง “ไม่เป็นไรครับ ผมทำเร็ว”
หานเจิ้งกังหยิบอุปกรณ์สำหรับแพ็กของออกมา แล้วเริ่มจัดพัสดุตามออร์เดอร์ของเจียงหนานทีละรายการ
เมื่อวานขายได้มากกว่า 30 ชิ้น แต่หลายออร์เดอร์สั่งทีละหลายชิ้น รวมแล้วมีพัสดุแค่หกหรือเจ็ดกล่อง
