คำพูดของเจียงหนานดังชัดไปถึงหูของทุกคน
ชั่วขณะนั้นหวังฟู่กุ้ยเองก็ไม่รู้จะพูดอะไร
ถึงเขาจะลื่นเป็นปลาไหล รู้จักพูดเอาตัวรอดกับคนแต่ละแบบได้สารพัด แต่กับเจียงหนาน เขาหลอกเธอไม่ได้
เขาเคยพบผู้คนมามาก แต่แทบไม่เคยเจอคนอย่างเจียงหนาน
ท่าทีของหวังฟู่กุ้ยผ่อนลงเล็กน้อย
“เจียงหนาน เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าฉันจะหาเรื่องเธอ แต่เป็นหวังเหล่าไท่ต่างหากที่หาเรื่องเธอ”
“ในฐานะเจ้าหน้าที่หมู่บ้าน การรักษาความปรองดองระหว่างเพื่อนบ้านเป็นหน้าที่ของฉัน ในเมื่อหวังเหล่าไท่ไม่เห็นด้วย ฉันก็ต้องไปพูดคุยกับเธอ”
“เธอพูดแบบนี้เพราะคิดถึงแต่เรื่องของบ้านตัวเอง แต่ฉันต้องมองภาพรวม พวกเรามีมุมมองไม่เหมือนกัน”
“เธอเป็นคนเรียนเก่ง เหตุผลง่าย ๆ แค่นี้คงเข้าใจได้ใช่ไหม”
น้ำเสียงเขาอ่อนลงก็จริง แต่คำพูดกลับสื่อว่าเจียงหนานไม่รู้จักคิด
เจียงหนานฟังแล้วแทบอยากหัวเราะ หวังฟู่กุ้ยยังหน้าด้านเหมือนเดิม ยังกล้าพูดเรื่องมองภาพรวมอีก
เจียงหนานหัวเราะหึ “หวังฟู่กุ้ย ทำไมฉันฟังที่นายพูดแล้วไม่เข้าใจเลยล่ะ”
“หวังเหล่าไท่เป็นชาวบ้าน ฉันก็เป็นชาวบ้านเหมือนกัน ทำไมเรื่องของฉันถึงเป็นแค่เรื่องส่วนตัว แต่เรื่องของหวังเหล่าไท่กลับกลายเป็นเรื่องภาพรวมไปได้”
“นายยังพูดให้ชัดเจนไม่ได้ แล้วจะให้คนเรียนเก่งอย่างฉันเข้าใจได้ยังไง”
หวังฟู่กุ้ยอ้าปาก แต่พูดอะไรไม่ออก
เถียงเจียงหนานไม่ชนะ เขาจึงเลือกไม่คุยกับเธอ
แล้วหันไปพูดกับชาวบ้านที่อยู่ตรงนั้นด้วยน้ำเสียงจริงใจ
“พี่น้องชาวหมู่บ้านซิ่วสุ่ยทุกคน พวกเราอยู่ที่นี่กันมาหลายปี ย่อมรู้กฎของหมู่บ้านซิ่วสุ่ยดี”
“ถึงการสร้างบ้านของแต่ละครอบครัวจะไม่ต้องมี ‘ลายเซ็นเพื่อนบ้านทั้งสี่ด้าน’ แต่อย่างน้อยก็ต้องได้รับความยินยอมจากเพื่อนบ้านใช่ไหม”
“ตอนนี้เจียงหนานจะสร้างโกดัง แต่หวังเหล่าไท่คัดค้านอย่างหนัก พวกคุณว่าฉันจะเพิกเฉยแล้วอนุมัติให้เจียงหนานได้หรือ”
“อีกอย่าง หวังเหล่าไท่เป็นผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว สามีก็เสียไปแล้ว ลูก ๆ ก็ไม่ได้อยู่ใกล้ ๆ หมู่บ้านเราควรดูแลเธอให้มากหน่อย”
