หวังจ่านเผิงพูดด้วยน้ำเสียงสงบและผ่อนคลาย ไม่มีเจตนาโอ้อวดแม้แต่น้อย เขาเพียงอธิบายข้อเท็จจริงอย่างใจเย็น
หลังฟังคำอธิบาย ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งค่อย ๆ พยักหน้า แสดงว่าพอจะยอมรับได้ แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ไม่เห็นด้วยอยู่ในใจ
พวกเขาทำงานกับผืนดินมาครึ่งค่อนชีวิต สั่งสมประสบการณ์ทำไร่ทำนามาหลายสิบปี จนมีความคิดและวิธีการของตัวเอง
ในสายตาทุกคน หวังจ่านเผิงก็ยังเป็นคนรุ่นหลังที่อายุน้อย แม้จะมีดีกรีนักศึกษามหาวิทยาลัย แต่เพราะปัญหาสุขภาพ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเขาแทบไม่เคยลงแปลงเลย ทฤษฎีที่ได้จากตำราอาจไม่ตรงกับสภาพจริงในไร่นา วิธีที่เขาเสนอจึงใช่ว่าจะเชื่อถือได้ทุกอย่าง
เจียงหนานมองออกทันทีว่า ไม่ใช่ทุกคนที่ยอมรับคำพูดของหวังจ่านเผิงจากใจจริง
เธอยังคงมีสีหน้าอ่อนโยน กวาดตามองทุกคนก่อนยิ้มแล้วพูดว่า
“ฉันรู้ว่าคุณลุงคุณอาทุกคนทำไร่ทำนามากว่าครึ่งชีวิต ต่างก็มีประสบการณ์ของตัวเอง อาศัยประสบการณ์ที่มี พวกเราก็ปลูกสตรอว์เบอร์รีได้เหมือนกัน”
“แต่ตอนนี้เราไม่ได้ต้องการแค่ปลูกสตรอว์เบอร์รีให้ได้เท่านั้น เรายังต้องปลูกให้ดี ให้ได้ผลผลิตคุณภาพด้วย”
เจียงหนานอายุน้อยที่สุดในกลุ่ม แต่พอเธอเริ่มพูด ทุกคนก็พากันตั้งใจฟัง
ทุกคนรู้ดีว่า หากไม่มีเจียงหนาน โรงเรือนปลูกสตรอว์เบอร์รีแห่งนี้คงเกิดขึ้นไม่ได้ เรื่องนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่แค่ว่ามีคนเป็นหัวหอกหรือมีเงินหรือไม่
ชาวบ้านยากจนมาปีแล้วปีเล่า ผ่านเรื่องเสียเปรียบมามาก จึงไม่กล้าเชื่อใครง่าย ๆ ว่าจะพาทุกคนร่ำรวยได้ แต่ละครอบครัวต่างก็มีความคิดของตัวเอง จะให้เห็นตรงกันง่าย ๆ ได้อย่างไร
คนเดียวที่ทำให้พวกเขาเชื่อได้คือเจียงหนาน ไม่มีใครในหมู่บ้านซิ่วสุ่ยพูดแล้วมีน้ำหนักเท่าเธอ
เธอเป็นคนที่ขายข้าวโพดซึ่งในหมู่บ้านรับซื้อกันแค่ไม่กี่หยวนต่อชั่งให้ได้ถึงชั่งละ 15 หยวนได้ เป็นคนที่คว้าชัยชนะจากการแข่งขันไลฟ์หลายต่อหลายครั้ง พิสูจน์ความสามารถของตัวเองด้วยฝีมือล้วน ๆ
