พอหวังเหล่าไท่ได้ยินชื่อเจียงหนาน สีหน้าก็เต็มไปด้วยความดูแคลนทันที
เธอหัวเราะเยาะ “หึ เจียงหนานน่ะเหรอ? คนที่ไม่มีแม้แต่งานทำ วัน ๆ เอาแต่กินกับนอนอยู่บ้านเนี่ยนะจะขายข้าวโพด? ไม่รู้สมองคิดอะไรอยู่!”
ป้าหวังรีบรับคำ “นั่นสิ ฉันว่าเจียงหนานเห็นว่าเสี่ยวเสี่ยนเก่ง เลยกลัวว่าจะโดนเทียบไม่ติด ก็เลยจงใจมาร่วมวงด้วย”
มีคนในบ้านถามอย่างสงสัย “เจียงหนานไลฟ์สดด้วยเหรอ? ไม่เห็นเคยได้ยินเลย”
อีกคนถาม “ไลฟ์อะไรน่ะ? แบบที่เต้นอยู่ในโทรศัพท์หรือเปล่า?”
คนที่พูดก่อนหน้านี้ส่ายหน้า “ไม่รู้เหมือนกัน ฉันแค่บังเอิญเจอพวกเขาระหว่างทาง ได้ยินคุยกันแวบหนึ่ง”
สะใภ้บ้านจางยังสาวกว่า แถมซื้อของผ่านโทรศัพท์อยู่บ่อย ๆ เธอจึงพูดว่า “ถ้าเจียงหนานจะขายข้าวโพด ก็ต้องไลฟ์ขายของน่ะสิ ก็คือขายของทางอินเทอร์เน็ต”
มีคนถามสะใภ้บ้านจาง “สะใภ้บ้านจาง แล้วขายของทางอินเทอร์เน็ตนี่เชื่อถือได้ไหม? เจียงหนานจะช่วยบ้านลุงอู๋ขายข้าวโพดได้จริงเหรอ?”
สะใภ้บ้านจางตอบ “อันนี้ฉันก็ไม่รู้ ต้องดูว่าเป็นแม่ค้ารายใหญ่หรือรายเล็ก ถ้ารายใหญ่ก็มีผู้ติดตามเยอะ ยอดขายย่อมมากตามไปด้วย”
ทุกคนเริ่มสงสัย “แล้วเจียงหนานเป็นแม่ค้ารายใหญ่หรือรายเล็กล่ะ?”
หวังเหล่าไท่เห็นทุกคนหันมาพูดถึงเจียงหนาน ก็ไม่พอใจขึ้นมา “พอได้แล้ว ๆ แม่ค้ารายใหญ่รายเล็กอะไรกัน เจียงหนานนอกจากซื้อของกลับบ้านทุกวันแล้ว ฉันไม่เคยเห็นขายอะไรสักอย่าง”
บ้านหวังเหล่าไท่อยู่ตรงข้ามบ้านเจียงหนาน คำพูดของเธอจึงน่าเชื่อถืออยู่บ้าง
สะใภ้บ้านจางถาม “คุณป้าหวัง ไม่เคยเห็นเจียงหนานขายของเลยเหรอ? ถ้าไลฟ์ขายของก็ต้องส่งสินค้าไม่ใช่เหรอ น่าจะมีพัสดุให้ส่งทุกวันเยอะแยะเลยนะ”
หวังเหล่าไท่โบกมือไม่หยุด ใบหน้าเหี่ยวย่นขยับไปมาอย่างมีเลศนัย
“ฉันเห็นแต่มีพัสดุมาส่งบ้านเธอทุกวัน นอกนั้นไม่เห็นอะไรเลย วันนั้นแม่เธอด่าเธออยู่ในลานบ้าน บ่นว่าซื้อของเยอะผลาญเงิน แล้วก็เข้าไปตีเธอ ถ้าเจียงหนานไม่ทำตัวเหลวไหล แม่เธอจะลงมือได้ยังไง โตป่านนี้แล้วแท้ ๆ เธอไม่อาย แต่ฉันยังอายแทนเลย!”
