ยามบ่ายบนเนินไฉ่เสียเงียบสงบอยู่เสมอ นอกจากเสียงซู่ซ่าของหญ้าคาและต้นสนเตี้ยที่ถูกสายลมพัดผ่าน ก็แทบไม่ได้ยินเสียงผู้คน
ชาวบ้านใช้ชีวิตเรียบง่ายและซ้ำซาก พระอาทิตย์ขึ้นก็ออกไปทำงาน พระอาทิตย์ตกก็กลับมาพักผ่อน ทำงานหนักวันแล้ววันเล่า แต่ชีวิตก็ยังคงลำบากแสนเข็ญ
ความทุกข์เก็บไว้ในใจ พูดออกไปก็ไม่มีประโยชน์ ไม่พูดเสียดีกว่า
พวกเขาใช้ชีวิตกันอย่างไร้สุขไร้ทุกข์เช่นนี้
แต่ในบ่ายวันหนึ่งที่ดูเผิน ๆ ไม่ต่างจากวันปกติ แสงแดดยังคงสดใส สายลมยังคงอ่อนโยน อารมณ์ของทุกคนกลับพังทลายลงพร้อมกัน
สิ่งที่ควบคุมไม่อยู่พร้อมกับอารมณ์ก็คือน้ำตา น้ำตาที่ไม่ได้ไหลมานานแสนนาน ทว่าตอนนี้กลับห้ามอย่างไรก็ห้ามไม่อยู่
ทั้งหมดเป็นเพราะมีคนตะโกนขึ้นมาว่า
“พี่น้องชาวบ้าน มีข่าวดีจะบอกทุกคน!”
คนพูดสะอื้นจนเสียงสั่น ต้องหยุดพักหลายครั้งกว่าจะพูดจบประโยค
“บลูเบอร์รีบนเนินไฉ่เสียของพวกเรา ขายหมดแล้ว!”
“ขายหมดแล้ว บลูเบอร์รี 400,000 ชั่ง ขายหมดแล้ว!”
ท้ายประโยคนั้นมีเสียงสะอื้นปนอยู่จนฟังแทบไม่รู้เรื่อง
แต่ทุกคนได้ยินชัดเจน
บลูเบอร์รีบนเนินไฉ่เสียขายหมดแล้ว ความหวังที่พวกเขาเฝ้ารอทั้งวันทั้งคืนมาห้าปี ในที่สุดก็กลายเป็นจริง
บางคนตาแดงก่ำ ใช้แขนปาดหยดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มไม่หยุด บางคนสะอื้นเงียบ ๆ ไหล่สั่นระริก ส่วนบางคนเอามือปิดหน้าร้องไห้ ในเสียงร้องนั้นมีทั้งความขมขื่น ความเหนื่อยล้า รวมถึงความไม่ยอมแพ้และความคาดหวังที่เก็บงำมานาน
เจ้าหน้าที่หมู่บ้านที่คอยดูแลการสั่งการและจัดการหน้างานตาแดงก่ำ เสียงแหบพร่า
“พี่น้องชาวเนินไฉ่เสียทุกคน ฉันรู้ว่าตอนนี้ทุกคนมีเรื่องให้รู้สึกมากมาย อยากร้องไห้ให้เต็มที่ แต่เวลาไม่รอเรานะ”
“เพื่อน ๆ มากมายยื่นมือมาช่วยเรา สิ่งที่เราทำได้ก็คือจัดการงานตรงหน้าให้ดี เพื่อให้ทุกคนได้รับบลูเบอร์รีของเราเร็วขึ้น และส่งมอบผลไม้คุณภาพดีที่สุดให้เพื่อน ๆ ที่ช่วยเหลือพวกเรา”
“ทุกคนเช็ดน้ำตาก่อน แล้วมาทำงานกัน ทำงานก่อน!”
