เจียงหนานรู้จักเจวียนจื่อ แต่จำหน้าตาไม่ค่อยได้อยู่แล้ว ปกติเธอก็ไม่ลงรอยกับบ้านหวังฟู่กุ้ย จึงยิ่งไม่สนใจญาติพี่น้องในบ้านเขา
แค่ปิดฟิลเตอร์แต่งหน้าก็ถูกหาว่าเป็นมิจฉาชีพ เจียงหนานนึกภาพไม่ออกเลยว่าต้องสวยเว่อร์ขนาดไหน
เจียงหนานฟังแล้วก็แค่รับรู้ ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่เรื่องปิดฟิลเตอร์แต่งหน้ากลับทำให้เธอนึกถึงคำพูดหนึ่งขึ้นมา
เธอมองไปทางนั้นแวบหนึ่ง แต่คนที่ล้อมกันอยู่ก็ยังบังจนมองไม่เห็นอะไร
ทันใดนั้นเธอก็เห็นน้ากับน้าสะใภ้ รวมถึงพี่สาวคนโตและพี่สาวคนรองมาด้วยกัน
เจียงหนานเหลือบมองซ่งเฟยเฟย คิดในใจว่า ทำไมไม่พาคนมาทั้งโลกเลยล่ะ
ซ่งเฟยเฟยยิ้มแห้ง ๆ เผยฟันขาวเต็มปาก “ทุกคนอายุมากกว่าผมทั้งนั้น ผมไม่ฟังก็ต้องฟังอยู่ดี พี่ ผมลงไปทำงานก่อนนะ ไม่ต้องเป็นห่วง”
พูดยังไม่ทันขาดคำ ซ่งเฟยเฟยก็เผ่นปรู๊ดหายเข้าไปในไร่ข้าวโพด
ทางเจียงหนานยังมีไลฟ์อยู่ จะเสียเวลานานไม่ได้ เธอทักทายน้ากับน้าสะใภ้ แล้วเรียกแม่มาช่วยต้อนรับพวกเขา
ส่วนเจียงหนานก็ลากพี่สาวทั้งสองไปคุยอีกทาง
คนในบ้านนี้ไม่มีใครฟังที่เธอเตือนเลยสักคน เจียงหนานหงุดหงิดขึ้นมา “บอกแล้วไงว่าอย่ามา ๆ ทำไมยังมาอีก รอบนี้มาแล้วก็ไม่ต้องช่วยงานนะ เดี๋ยวจะจับมัดไว้กับเก้าอี้ให้หมดเลย”
เจียงหยวนหยวนยิ้มจนตาหยี พูดเสียงอ่อนโยนปลอบเธอ “โอเค ๆ เดี๋ยวพี่ช่วยมัดพี่รองไว้กับเก้าอี้เอง อย่าโกรธเลย รีบไปทำงานของเธอเถอะ ไม่ต้องห่วงพวกพี่”
เจียงหนานดึงมือเจียงหยวนหยวนมาดู ตรงที่ครั้งก่อนเธอเผลอทำงานจนบาดเจ็บยังมีรอยจาง ๆ อยู่ รู้กันอยู่ว่าเจียงหยวนหยวนเป็นคนรอบคอบ ถ้าไม่ใช่เพราะลงเวรดึกแล้วเหนื่อยเกินไป เธอคงไม่บาดเจ็บ
เพราะอย่างนี้เจียงหนานถึงไม่อยากให้พวกพี่ ๆ มา
เจียงลี่ลี่คล้องแขนเจียงหนานอย่างสนิทสนม “น้องเล็กของพี่ดีที่สุดเลย มีแค่น้องนี่แหละที่เป็นห่วงพวกพี่ ไม่ต้องห่วง วันนี้พี่ไม่ให้พี่ใหญ่ลงไปทำงานหรอก ให้ช่วยอยู่ข้างบนก็พอ รีบไปไลฟ์เถอะ”
