คุณย่ากัวเป็นคนพูดก่อน “หนานหนาน อย่ากังวลเรื่องฉันเลย ขายให้ซิ่วหลานก่อนเถอะ พอซิ่วหลานขายเสร็จค่อยขายให้มู่เกิน”
“ถ้าถึงตอนนั้นยังพอขายให้ฉันได้ก็ดี แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร”
“เดิมทีฉันก็เตรียมขายให้คนรับซื้อในราคาจินละ 5 หยวนอยู่แล้ว ไม่ได้ต่างอะไรกัน”
“แค่เธอยังนึกถึงคนแก่อย่างฉัน ฉันก็ดีใจมากแล้ว”
“ไม่ ไม่ได้ครับ” หวังมู่เกินโบกมือปฏิเสธ “ของบ้านผมต้องขายเป็นลำดับสุดท้าย ป้ากัว ลุงกับป้าสองคนลงแรงดูแลที่แปลงนี้ไม่ง่ายเลย บ้านป้าขายก่อนเถอะครับ”
เจียงหนานจิบชาเงียบ ๆ
เธอไม่อยากเป็นคนตัดสินใจเรื่องนี้ ปล่อยให้พวกเขาคุยกันเองดีกว่า
“แบบนั้นได้ยังไงล่ะ” คุณย่ากัวรีบค้าน แล้วหันไปพูดกับหวังมู่เกิน “จ่านเผิงลูกชายเธอต้องใช้เงินรักษาตัวนะ พวกเราสองคนแก่ ๆ ปกติก็แค่มีค่าอาหารกับของใช้จุกจิก ไม่ได้มีที่อื่นให้ใช้เงินอีก อย่ามาเถียงฉันเลย บ้านเธอขายก่อน ฟังฉันนะ”
หวังมู่เกินถูมือไปมา “ป้ากัว บ้านป้าขายก่อนเถอะครับ ลูก ๆ ก็ไม่ได้อยู่ข้างกาย ต้องมีเงินเก็บไว้บ้าง จ่านเผิงลูกผมอาการดีขึ้นมากแล้ว ขอบคุณที่ป้ายังเป็นห่วงนะครับ”
หวงซิ่วหลานที่เงียบมาตลอดดูเหมือนกำลังลังเลอะไรบางอย่าง
ไม่นานเธอก็เอ่ยขึ้นบ้าง
“เอาละ ๆ ทุกคนอย่าเถียงกันเลย” หวงซิ่วหลานยิ้มพลางพูด “ถ้าเป็นฉันนะ ไม่ต้องแบ่งว่าใครก่อนใครหลังหรอก”
“ไม่ว่าหนานหนานจะขายได้เท่าไร เราสามบ้านก็แบ่งกันเท่า ๆ กัน”
หวังมู่เกินฟังแล้วไม่เข้าใจ จึงถามว่า “พี่ซิ่วหลาน หมายความว่ายังไงครับ?”
หวงซิ่วหลานอธิบาย “พี่หวัง หมายถึงถ้าหนานหนานขายได้ 9,000 จิน ก็คิดว่าบ้านละ 3,000 จิน จากนั้น 3,000 จินนี้ก็ขายในราคาจินละ 15 หยวน ส่วนข้าวโพดที่เหลือของแต่ละบ้านก็จัดการขายในราคาจินละ 5 หยวน”
เจียงหนานไม่แปลกใจที่หวงซิ่วหลานพูดแบบนี้ เธอเป็นคนมีน้ำใจ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่เห็นแก่ตัว บางครั้งถึงกับยอมแบ่งผลประโยชน์ของตัวเองไปช่วยคนอื่น
“แบบนั้นได้ยังไงล่ะ” คุณย่ากัวเป็นคนแรกที่ค้าน “ซิ่วหลาน หนานหนานตกลงกับเธอก่อนแล้วนะ เราต้องรู้จักมาก่อนได้ก่อน ฉันไม่เห็นด้วย ต้องช่วยเธอขายให้หมดก่อน”
หวังมู่เกินก็ไม่เห็นด้วย แต่ยังไม่ทันได้พูด หวงซิ่วหลานก็แย่งพูดขึ้นมาก่อน