เจียงหนานค่อย ๆ คลี่ชุดรองน้ำชาจักสานในมือออก แล้วปูลงบนโต๊ะ
เธอลูบไล้ชุดรองน้ำชาเบา ๆ น้ำเสียงใสกังวาน นุ่มนวลชวนฟัง
“ชุดรองน้ำชามีมาตั้งแต่โบราณ ไม่ได้มีไว้ประดับวางเฉย ๆ”
“ตั้งแต่คนสมัยก่อนต้มชาดื่มในป่าเขาและนั่งล้อมวงบนพื้น ก็เกิดเป็นรูปแบบดั้งเดิมของชุดรองน้ำชา ต่อมาในสมัยราชวงศ์ถัง ลู่ยวี่กำหนดธรรมเนียมการชงชา โดยใช้ชุดรองน้ำชารองอุปกรณ์และจัดวางเครื่องชา พอถึงสมัยราชวงศ์ซ่ง วัฒนธรรมของเหล่าบัณฑิตเฟื่องฟู บนชุดรองน้ำชาผืนหนึ่งมีทั้งศิลปะสี่แขนง ได้แก่ การจุดกำยาน แขวนภาพ จัดดอกไม้ และชงชา ครั้นถึงสมัยราชวงศ์หมิงและชิง การดื่มชาแพร่เข้ามาในห้องอันเรียบหรูของคนทั่วไป ชุดรองน้ำชาจักสานไม้ไผ่และชุดรองน้ำชาผ้าจึงค่อย ๆ กลายเป็นของคู่กับการดื่มชา”
น้ำเสียงอบอุ่นนุ่มละมุนของเจียงหนานลอยเอื่อยไปท่ามกลางป่าไผ่ กลมกลืนเข้ากับทิวทัศน์อันงดงามรอบตัว
“ชุดรองน้ำชาไม่ใช่ของประดับที่เกินจำเป็น แต่เป็นพื้นที่เล็ก ๆ ให้ชาได้หยั่งราก และเป็นมุมสงบให้ผู้คนได้พักใจ”
“ทำไมถึงต้องมีชุดรองน้ำชาน่ะหรือ?”
แววตาและสีหน้าของเจียงหนานอ่อนโยนสงบนิ่ง รอยยิ้มจาง ๆ ของเธอแฝงความอบอุ่นที่ซึมลึกถึงหัวใจ
“เพราะชามีเอกลักษณ์ของตัวเอง ส่วนภาชนะก็ต้องมีสิ่งรองรับ ชุดรองน้ำชาผืนหนึ่งช่วยกั้นความวุ่นวายจากโลกภายนอก กำหนดมุมสงบงดงามขึ้นมา ช่วยปกป้องโต๊ะชา ขับให้เครื่องชาดูละมุนตา ทั้งยังทำให้การชงชามีพิธีรีตอง และการดื่มชามีบรรยากาศ”
“อีกอย่างก็คือ ชุดรองน้ำชาหนึ่งผืนกั้นเราจากความวุ่นวายของชีวิต ส่วนชาหนึ่งถ้วยช่วยปลอบประโลมหัวใจ”
“ในชีวิตที่วุ่นวาย เราต่างมองหาความสงบสักนิด ไม่จำเป็นต้องเดินทางไกลไปถึงป่าเขา แค่ปูชุดรองน้ำชาจักสานไม้ไผ่สักผืน ต้มชาหอม ๆ สักกา ก็ได้สัมผัสความงดงามแบบตะวันออก พร้อมประคองใจให้สงบลง”
