จ้าวคุนดูเหมือนจะคิดเรื่องนี้ไว้ตั้งนานแล้ว พอได้ยินคำถามก็เอ่ยขึ้นแทบจะทันทีโดยไม่ลังเล
“ทางค้าปลีกก็ไม่ได้ทำง่ายขนาดนั้นเหมือนกัน”
เห็นเจียงหนานมีสีหน้าสงสัย เขาจึงผ่อนจังหวะการพูดแล้วค่อย ๆ อธิบาย
“ข้อแรก โรงงานของบ้านเราผลิตสินค้าเป็นล็อตใหญ่ ๆ มาตลอด ทั้งเครื่องจักรและสายการผลิตก็รองรับงานสั่งซื้อจำนวนมาก ไม่มีขั้นตอนสำหรับแบ่งบรรจุสินค้าล็อตเล็กหรือบรรจุสินค้ารายชิ้น อีกอย่าง การค้าปลีกต้องสต็อกสินค้าหลายแบบหลายขนาดในปริมาณน้อย แถมต้องเปลี่ยนสายการผลิตบ่อย ทำให้เกิดความสูญเสียมาก บ้านเราก็กำไรต่อชิ้นน้อยอยู่แล้ว ถ้าเป็นแบบนี้จะควบคุมต้นทุนไม่ไหว”
“ข้อสอง เราขาดช่องทางค้าปลีกกับทีมดำเนินงาน ถ้าทำการค้าต่างประเทศ รับออร์เดอร์จากโรงแรมหรือบริษัท ก็แค่ติดต่อผู้จัดซื้อ เจรจาสัญญา แล้วจัดส่งสินค้าล็อตใหญ่ก็พอ แต่ค้าปลีกต้องมีทั้งร้านค้าออนไลน์ ร้านค้าหน้าร้าน ฝ่ายบริการลูกค้า ทีมดูแลไลฟ์ และทีมจัดการหลังการขาย ต้องเตรียมคนให้ครบชุด ซึ่งต้องสร้างทีมเพิ่มขึ้นมาอีก ถ้าสุดท้ายไปต่อไม่ได้ เงินที่ลงทุนไปก็สูญเปล่า”
“ข้อสาม วิธีหมุนเวียนเงินทุนต่างกันโดยสิ้นเชิง ออร์เดอร์ค้าส่งล็อตใหญ่เก็บเงินมัดจำล่วงหน้าได้ ส่วนกำหนดชำระเงินที่เหลือก็คงที่ แต่ค้าปลีกต้องสต็อกสินค้าจำนวนมากไว้ก่อน ทั้งค่าคลังสินค้า บรรจุภัณฑ์ และการประชาสัมพันธ์ ล้วนเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายล่วงหน้า ถ้าสินค้าค้างสต็อกก็เสี่ยงที่เงินทุนจะจม นี่เป็นบททดสอบกระแสเงินสดของเราเลย”
“ข้อสี่ ตลาดค้าปลีกเครื่องใช้เซรามิกทั่วไปแข่งขันกันดุเดือด ถ้าไม่มีดีไซน์โดดเด่น ไม่มีเอกลักษณ์ของแบรนด์ ต่อให้วางขายก็ยากจะตั้งราคาให้สูงขึ้น ส่วนจะขายราคาถูกเพื่อเน้นปริมาณอย่างเดียวก็ไม่คุ้มเลย”
