……“จริง ๆ แล้วตลอดมานี้เจ้าก็อดทนมาอย่างยากลำบากใช่ไหม?”
……“ถึงตอนนี้ไม่ต้องอดทนอีกต่อไปแล้ว เพราะข้าไม่มีทางปล่อยให้ลีอาตายเด็ดขาด”
……“มาเถิด กลืนกินข้า แล้วจากนั้น จงขึ้นครองโลก...”
……“อ้อ ใช่แล้ว เรื่องที่เจ้าเคยพูดกับข้าก่อนหน้านี้ คำตอบของข้าคือ... ข้าก็รักเจ้าเช่นกัน ลีอา”
......
ราชันสีชาดสะดุ้งตื่นขึ้นบนบัลลังก์ของนาง
ภายใต้ทรวงอก หัวใจที่แปรเปลี่ยนเป็นเตาหลอมร้อนแรงเต้นระรัว
ราวกับว่าริมฝีปากยังคงหลงเหลือสัมผัสอุ่นวาบรสสนิมเหล็กนั้น แม้กาลเวลาหลายร้อยปีก็มิอาจลบเลือนรายละเอียดแม้แต่น้อยของฝันร้ายครั้งนั้น
โอฟีเลียลืมดวงตา แสงสีแดงเข้มดั่งหินหนืดค่อย ๆ ไหลรินผ่านเสาหินใหญ่และโดมเพดาน สะท้อนร่างอันโดดเดี่ยวอ้างว้างของนาง
นางค่อย ๆ งอนิ้วมือ ปลายเล็บแหลมคมจมลึกลงในฟอสซิลกะโหลกของอสูรยักษ์ไร้นามบนที่เท้าแขนบัลลังก์
ทว่าความเปราะบางเพียงชั่ววูบนี้ ราวกับเกล็ดหิมะที่ถูกโยนลงในเปลวเพลิง มลายหายไปในพริบตา
เมื่อนางลุกขึ้นย่างเท้าเปล่าแตะพื้นอันเย็นเยียบ ความอ่อนแอซึ่งเป็นของ 'โอฟีเลีย' เส้นนั้นก็ถูกผนึกไว้อย่างสิ้นเชิง
ทุกย่างก้าวที่เหยียบลง แรงกดดันไร้รูปแผ่กระจาย อากาศแน่นิ่งด้วยเกรงขาม เปลวไฟโน้มคำนับ
เมื่อนางผลักบานประตูมหึมาที่จารึกอักษรมังกรโบราณและมหากาพย์สงคราม แสงแห่งวันสาดส่องเข้ามาในชั่วขณะนั้น นางก็คือจักรพรรดินีสีชาด ผู้ปกครองแผ่นดินและสะท้านสรรพสิ่ง
ทหารอารักขามังกรพันธุ์แท้ที่ปรนนิบัติอยู่นอกประตูสัมผัสได้ถึงไอพลังมหาศาลนั้น ต่างก้มศีรษะต่ำลงไปอีก ไม่กล้ามองร่างที่ประกอบขึ้นจากพลังอำนาจและความสง่างามบริสุทธิ์นั่นโดยตรง
โอฟีเลียไม่มองพวกเขาแม้แต่หางตา สายตาทอดไกลไปยังน่านฟ้าซึ่งเป็นอาณาเขตของราชามังกรน้ำเงิน น้องสาวของนาง เอเลน่า
ครั้งล่าสุดที่พบกัน... หลายสิบปีก่อนหรือ? หากนับย้อนไปก่อนหน้านั้น กลับต้องใช้หน่วยนับเป็นร้อย ๆ ปี
กาลเวลาสำหรับมังกรผู้เป็นอมตะนั้น เป็นทั้งพรและความทรมาน
ข่าวลือที่แพร่สะพัดมาระยะนี้เจือความหมายร้าย
เอเลน่า น้องสาวผู้หมกมุ่นในความลับของวิญญาณ กลับลงมือสร้าง [อันเดธ] อสูรร้ายที่ลบหลู่วงจรชีวิตขึ้นด้วยมือตนเองเมื่อหลายสิบปีก่อน
นางรู้ว่าน้องสาวกำลังแสวงหาสิ่งใด ความฝันเพ้อที่ไม่เป็นจริงนั้นดำเนินมานานหลายร้อยปี
บางที ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่จะไปปลุกนาง... จากความยึดมั่นที่ไร้ความหวังนั้น
เมื่อปักใจแน่วแน่ ร่างของโอฟีเลียก็เปล่งแสงสีแดง พุ่งกลายเป็นธารเพลิงร้อนแรงที่ฉีกผ่านท้องฟ้า หายวับไปในเมฆในชั่วพริบตา เหลือไว้เพียงแรงสะท้านหลงเหลือของความร้อนระอุที่จางหายไปในอากาศอย่างช้า ๆ
หอสมุดแห่งมังกร วิหารแห่งความรู้ และสุสานที่ตกตะกอนของกาลเวลา
เมื่อโอฟีเลียพบเอเลน่า นางกำลังอยูท่ามกลางคัมภีร์ขนาดใหญ่และม้วนคัมภีร์โบราณจำนวนนับไม่ถ้วนที่ลอยแขวนอยู่
ความงามของเอเลน่านั้น ต่างจากโอฟีเลียที่ราวกับสามารถจุดโลกให้ลุกเป็นไฟได้ เอเลน่ามีความงามที่เงียบสงบล้ำลึกและแจ่มกระจ่างดุจเหวน้ำแข็ง
เกศาสีขาวเงินทิ้งตัวไหลดั่งธารน้ำแข็งใต้จันทรา นัยน์ตาสีฟ้าน้ำแข็งล้ำลึกกว่าเพชรนิลจินดา ผิวขาวซีดจวนเจียนโปร่งแสง ราวกับแกะสลักจากน้ำแข็งหมื่นปี
นางเพียงยืนอยู่อย่างเงียบ ๆ เปิดดูม้วนหนังแกะโบราณ รอบกายจึงแผ่ไอเยือกเย็นที่บอกให้ผู้คนรู้ว่าอย่าเข้าใกล้ กระทั่งอากาศยังจับผลึกน้ำแข็งละเอียด
สำหรับการมาถึงของพี่สาว เอเลน่าไม่แม้แต่จะกระพริบตา ราวกับโอฟีเลียเป็นเพียงอากาศที่ไม่สำคัญ
โอฟีเลียทำลายความเงียบ เสียงของนางก้องกังวานชัดเจนเป็นพิเศษและเยือกเย็นเป็นพิเศษในระเบียงว่างเปล่าของหอสมุด: "หาวิธีได้หรือยัง?"
นิ้วมือที่พลิกหน้ากระดาษของเอเลน่าไม่หยุดชะงัก คำตอบเย็นชาดุจหยดน้ำแข็งกระทบจานหยก: "ไม่"
"ในเมื่อหลายร้อยปีมาก็ไร้ผล เอเลน่า เลิกล้มเสียเถอะ" โอฟีเลียกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ความฝันควรตื่นได้แล้ว เขาตายแล้ว เจ็ดร้อยหกสิบปีมาแล้ว"
"...ฮะ——"
เสียงหัวเราะเยาะที่ไม่อาจเก็บกั้น เล็ดลอดออกจากริมฝีปากสมบูรณ์แบบของเอเลน่า
ในที่สุดนางก็เงยหน้า นัยน์ตาสีฟ้าน้ำแข็งนั้น ไม่ใช่ความหนาวเย็นที่ไม่ละลายอีกต่อไป แต่กลับจุดโทสะที่ร้อนแรงพอจะเผาผลาญทุกสิ่งและความแค้นเคือง
รูปโฉมอันงดงามของนางถูกแต้มสีสันสะเทือนใจเพราะอารมณ์ที่พลุ่งพล่านถึงขีดสุด ราวกับภูเขาไฟน้ำแข็งที่จู่ ๆ ก็ปะทุ
"เจ้าให้ข้าตื่นจากความฝันรึ?" เอเลน่าทวนถามอย่างรู้สึกขบขัน "แล้วตัวเจ้าเองล่ะ? โอฟีเลีย พี่สาวที่รักของข้า!"
นางลุกขึ้นยืน น้ำแข็งลามไปตามเท้าที่เคลื่อนไหว
"ใช่ สมควรแล้ว เจ้ามีทุกสิ่ง! เจ้าได้ทุกอย่าง! ความรักของเขา ร่างกายของเขา ทุกสิ่งของเขา! เจ้ากลืนกินเขาอย่างสะอาดหมดจด! แน่นอนว่าเจ้าพอใจจนตื่นได้ ประทับบนบัลลังก์ของเจ้า เป็นราชินีมังกรอัคคีของเจ้า!"
ทุกถ้อยคำดั่งเสี้ยนน้ำแข็งอาบยาพิษ ทิ่มแทงเข้าใส่โอฟีเลีย
"หากเจ้ามาพบข้า ก็เพื่อกล่าวคำที่น่าคลื่นไส้อาเจียนเหล่านี้..." เอเลน่ายกมือชี้ตรงไปยังทางเข้าหอสมุด สายตาเย็นชาถึงที่สุด "ก็จงไสหัวไป อย่าให้ข้าต้องเห็นเจ้าอีก และอย่ามารบกวนการทดลองของข้า!"
"ตูม——!"
แรงกดดันมังกรร้อนแรงน่าสะพรึงกลัวดุจคลื่นสึนามิ พลันปะทุออกจากร่างของโอฟีเลีย
อากาศบิดเบี้ยวเพราะอุณหภูมิสูง ชั้นหนังสือที่อยู่ใกล้ตัวนางหลายแถวถึงขั้นเริ่มลุกไหม้ หน้ากระดาษกลายเป็นเถ้าธุลี
ดวงตารูปกรีดสีแดงหลอมเหลวของนางหดเกร็ง จ้องมองน้องสาวของตนอย่างตายตัว ความโทสะที่มีอยู่ในนั้นพอจะเผาเมืองทำลายชาติ
เอเลน่าไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว ไอเย็นทั่วร่างพวยพุ่ง แรงกดดันมังกรสีฟ้าน้ำแข็งกลายเป็นพายุขั้วโลกที่คำราม ปะทะเข้ากับคลื่นสึนามิร้อนแรงนั่นอย่างรุนแรง
พลังอำนาจสองสายที่พอจะทำลายฟ้าดินได้ปะทะกันอย่างดุเดือดในหอสมุด เส้นแบ่งของน้ำแข็งและไฟเลือนราง เกิดเสียงดังฟ่อ ๆ น่าหวาดกลัว
อุณหภูมิกระโดดไปมาอย่างบ้าคลั่งระหว่างหนาวที่สุดกับร้อนที่สุด มิติเองก็เหมือนแบกรับไม่ไหว ส่งเสียงครางครวญ
ผู้พิทักษ์มังกรที่อารักขาหอสมุดต่างหมอบราบอยู่กับพื้นตั้งแต่แรกแล้ว ตัวสั่นเทา อธิษฐานอยู่ในใจอย่างสุดชีวิตขอให้ฝ่าบาททั้งสองทรงยับยั้งไว้เถิด
หากปะทะกันเต็มกำลัง ณ ที่นี้ สมบัติล้ำค่าที่มังกรสั่งสมมากว่าล้านปีย่อมถูกทำลายลงในพริบตาเป็นแน่!
การเผชิญหน้าที่ดำเนินต่อไป น่าอึดอัดหายใจ
ในที่สุดก็เป็นโอฟีเลีย รูม่านตาสีหินหนืดนั้นฉายแววอารมณ์ซับซ้อนผ่านไปวูบหนึ่ง บางทีอาจเป็นหน้าที่ของพี่สาว บางทีอาจเป็นความเคารพครั้งสุดท้ายต่อวิหารแห่งความรู้นี้ นางจึงเก็บงำไอพลังที่ทำลายฟ้าดินนั่นก่อน
ความร้อนแรงถอยไป เหลือไว้เพียงความย่อยยับและกลิ่นไหม้ที่ยังไม่ทันสลายไปหมด
โอฟีเลียมองเอเลน่าอย่างลึกซึ้ง แววตานั้นเต็มไปด้วยสิ่งมากมายเกินบรรยาย ความเจ็บปวด ผิดหวัง และบางทีอาจมีความสงสารอยู่บ้าง
นางไม่พูดอะไรอีก หันหลังเดินจากไป ร่างกลายเป็นแสงวูบเดียว หายลับไปตรงทางเข้าหอสมุด
เอเลน่ายืนอยู่ ณ ที่เดิม นัยน์ตาเยือกเย็นจ้องมองไปยังทิศที่พี่สาวหายตัวไป เนิ่นนาน เนิ่นนานนัก
จนไอเย็นรอบกายหดกลับคืนมา นางจึงนั่งลงที่เดิมช้า ๆ
หอสมุดกลับคืนสู่ความเงียบงันดุจความตาย มีเพียงร่องรอยหลงเหลือของการปะทะระหว่างน้ำแข็งและไฟ ยังคงขับขานอย่างเงียบงันถึงรอยร้าวที่พาดผ่านมานานเจ็ดร้อยหกสิบปี ระหว่างจักรพรรดินีมังกรทั้งสอง ซึ่งไม่มีวันประสานได้