ซูจื้อหย่วนเห็นซูเถาออกมา ก็รีบยกเก้าอี้สูงมาให้เธอปีนขึ้นไปดู
“ป้าคะ ดึกดื่นป่านนี้ บ้านป้าเกิดอะไรขึ้นเหรอ?”
“มีใครป่วยหรือเปล่าคะ?”
“ให้ช่วยอะไรไหมคะ?”
ซูเถาตะโกนเสียงดังใส่ฟ่านซิ่วฟางที่กำลังเดินกลับเข้าบ้าน กลัวอีกฝ่ายจะไม่ได้ยิน
ฟ่านซิ่วฟางถลึงตาใส่ซูเถาอย่างเดือดดาล ก่อนจะสวนกลับอย่างไม่สบอารมณ์ “เธอนั่นแหละที่ป่วย!”
“เด็กตัวแค่นี้ ปากคอเราะร้ายจริง ๆ ระวังจะไม่มีใครเอาไปทำเมีย”
ซูเถาฟุบอยู่บนกำแพง ไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดนั้นเลยสักนิด
“ป้าพูดแบบนี้ได้ยังไงคะ”
“บ้านเราอยู่ใกล้กันขนาดนี้ ฉันปากจัดก็คงเรียนมาจากป้านั่นแหละค่ะ”
“ป้าพูดจาไม่เป็นยังแต่งงานออกไปได้ ฉันเองก็คงไม่ถึงกับไม่มีใครเอาหรอกค่ะ”
“อย่างมากก็หาผู้ชายแต่งเข้าบ้านสักคน”
“ป้าไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอกค่ะ”
หวังไห่ คนแรกที่พบเฝิงเว่ยกั๋ว เดินออกมาจากบ้านตระกูลเฝิง แล้วพูดกับฟ่านซิ่วฟางที่กำลังจะเถียงกับซูเถาต่อว่า “ซิ่วฟาง เลิกทะเลาะกับซูเถาได้แล้ว รีบไปเอาน้ำมาล้างตัวให้เว่ยกั๋วเถอะ ตัวเขาเหม็นคลุ้งไปด้วยอึจากส้วมแล้ว”
“โตขนาดนี้แล้ว ทำไมถึงได้ไม่ระวังตัวเลย แค่ไปเข้าห้องน้ำยังตกลงไปได้”
“หรือว่าจะมีอะไรผิดปกติ?”
พอได้ยินหวังไห่พูด ฟ่านซิ่วฟางถึงนึกขึ้นได้ว่าลูกชายตัวเปื้อนอึไปทั้งตัว เธอจึงรีบเดินเข้าบ้าน ไม่มีอารมณ์จะเถียงกับซูเถาต่อแล้ว ทั้งยังไม่สนใจคำพูดของหวังไห่ด้วย
เห็นฟ่านซิ่วฟางกลับเข้าไปในบ้าน ซูเถาก็ยิ้มทักหวังไห่
“ลุงหวังคะ ดึกขนาดนี้แล้ว ทำไมถึงมาที่นี่ล่ะคะ?”
ซูเจี้ยนผิงไม่กล้าถาม แต่เสิ่นเหวินฟางผู้เป็นแม่ของซูเถาไม่ได้กังวลเรื่องนั้น เธอจึงถามต่อจากคำพูดของลูกสาวทันที
