แม่ซูกลับจากเลิกงาน พอได้ยินเรื่องบ้านเฝิงก็ยินดีจนทำกับข้าวเพิ่มอีกสองอย่าง แถมยังใส่น้ำมันหมูลงไปอีกหนึ่งช้อน
ซูเถาผู้ทำความดีไม่หวังชื่อเสียงก้มหน้าก้มตากินอย่างเอร็ดอร่อย
ผัดผักด้วยน้ำมันหมูนี่หอมจริง ๆ!
ซูเถอคิดว่าจดหมายร้องเรียนที่เธอเขียนคงยังไม่เห็นผลก่อนลงชนบทเสียอีก แต่พ่อซูกลับนำข่าวดีมาบอก
“ไม่รู้ว่าใครไปร้องเรียนเฝิงเต๋อเฉิงโดยลงชื่อจริง โรงงานเตรียมตั้งคณะตรวจสอบขึ้นมาอย่างลับ ๆ ดูท่าเรื่องนี้คงไม่เล็กแล้ว” ซูเจี้ยนผิงพูดเสียงเบา
“พ่อ ไม่รู้จริง ๆ เหรอว่าใครเป็นคนร้องเรียน?”
ซูเถาที่กำลังกินข้าวอย่างตั้งใจเอ่ยถามด้วยความสงสัย มันไม่น่าใช่แบบนั้นสิ เธอเขียนชื่อของทั้งสองคนไว้อย่างชัดเจนขนาดนั้นแล้ว
พ่อซูเหลือบมองลูกชายคนรองที่ก้มหน้ากินข้าว ก่อนจะไม่พูดอะไร
ซูเถาพยักหน้าอย่างเข้าใจ ดูท่าจดหมายร้องเรียนที่เธอเขียนในนามหยางเสี่ยวฉินจะได้ผลแล้ว
แม่ซูหัวเราะเยาะ “สมน้ำหน้า อยากร้องเรียนบ้านเราเอง ก็ต้องรับผลกรรมแบบนี้แหละ”
ซูเถาเห็นด้วยอย่างยิ่ง
เธอนี่แหละคือผลกรรมของพวกเขา
เพราะของมีเยอะ ขนย้ายลำบาก แม่ซูกับเจียงอิงอิงจึงส่งเครื่องนอนบางส่วนทางไปรษณีย์ไปก่อน ทั้งคู่เลือกของใส่ห่อใหญ่จนพนักงานไปรษณีย์ตะลึง
เดิมทีซูเถาคิดจะแอบเก็บของเข้าไปในพื้นที่ซูเปอร์มาร์เก็ตของตัวเอง แต่พอคิดดูอีกทีแล้วก็ช่างเถอะ
เกิดมีคนจับได้ขึ้นมาคงแย่ เธอระวังตัวไว้หน่อยดีกว่า
รอไปถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือแล้วคุ้นเคยกับที่นั่นก่อนค่อยว่ากัน
ซูเถาไม่คิดเลยว่าจุดหมายแรกเมื่อไปถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะไม่ใช่สหกรณ์หรือหอพักปัญญาชนลงชนบท แต่กลับเป็นสถานีตำรวจ
