ในขณะที่ใจของเธอกำลังหวั่นไหว ฮั่วหลิ่นก็ละสายตากลับไป เอนกายพิงเบาะหนังแท้ ลูกกระเดือกขยับเล็กน้อยตามท่วงท่า “ขึ้นรถ”
หร่วนเนี่ยนเนี่ยนรู้สึกโล่งใจขึ้นเล็กน้อย ก่อนก้มตัวเข้าไปนั่งในรถ
ประตูรถปิดลง กั้นอากาศร้อนชื้นยามบ่ายของเซียงเจียงไว้ด้านนอก
รถมายบัคสีดำเคลื่อนตัวออกไปอย่างนุ่มนวล มุ่งเข้าสู่กระแสรถบนทางด่วนไปสนามบิน ป้ายบอกทางนอกหน้าต่างเลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
นี่ไม่ใช่ทางกลับบ้านตระกูลหร่วน และก็ไม่ใช่ทางไปคฤหาสน์ตระกูลฮั่ว
แม้เธอจะไม่ได้กลับเซียงเจียงมาสองปี แต่ยังจำเส้นทางสายหลักได้ดี
หร่วนเนี่ยนเนี่ยนหันหน้ามองชายที่นั่งอยู่ข้างกาย
ฮั่วหลิ่นหลับตาพักสายตาอยู่ เส้นกรามคมชัดของเขายิ่งดูเข้มคมท่ามกลางแสงเงาที่สลับวูบไหว คอเสื้อเชิ้ตผ้าไหมขยับขึ้นลงตามลมหายใจ เงาลึกตรงไหปลาร้าปรากฏรอยแผลเป็นจาง ๆ ให้เห็นลาง ๆ
“คุณฮั่ว...” หร่วนเนี่ยนเนี่ยนเอ่ยอย่างระมัดระวัง “เรากำลังจะไปไหนคะ?”
ฮั่วหลิ่นค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
“สำนักงานทะเบียนราษฎร”
หร่วนเนี่ยนเนี่ยนชะงักไป คิดว่าตัวเองฟังผิด “คะ?”
“ไปจดทะเบียน”
“...”
ฮั่วหลิ่นวางแขนพาดบนที่วางแขนตรงกลางระหว่างทั้งสองอย่างสบาย ๆ แขนเสื้อเชิ้ตพับขึ้นถึงข้อศอก เผยให้เห็นข้อมือเรียวชัด ผิวขาวเย็นจนมองเห็นเส้นเลือดสีเขียวจาง ๆ
“พ่อแม่คุณไม่ได้บอกหรือ?” เขาถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “กำหนดวันแต่งงานระหว่างตระกูลฮั่วกับตระกูลหร่วนไว้ปลายเดือนนี้แล้ว เรื่องใบทะเบียนสมรสก็จัดการไว้เรียบร้อย วันนี้แค่ไปเซ็นชื่อก็พอ”
หร่วนเนี่ยนเนี่ยนอ้าปาก แต่พูดอะไรไม่ออก
การแต่งงานแทนครั้งนี้เพิ่งถูกตัดสินใจอย่างกะทันหันเมื่อสองวันก่อน เธอถูกบีบให้รับหน้าที่โดยไม่ทันตั้งตัว จะไปรู้รายละเอียดพวกนี้ได้อย่างไร
แต่เธอไม่คิดเลยว่าพอมาถึงเซียงเจียง เขาจะพาเธอตรงไปสำนักงานทะเบียนราษฎรทันที
