ส่วนเจียงโพเยว่และศิษย์ร่วมสำนักอีกสี่คน หลิงชวนจัดให้ไปประจำอยู่ในกองเกราะดำและทหารม้าอสูรโลหิต เพราะก่อนหน้านี้แบ่งกำลังออกเป็นหลายส่วน จึงขาดแม่ทัพคุมกองและยอดฝีมือคอยบัญชาการ
แม้พวกเขาจะไม่มีประสบการณ์นำทัพ แต่ฝีมือของแต่ละคนก็มีอยู่ หากในกองทัพศัตรูมีผู้ฝึกยุทธ์ อย่างน้อยพวกเขาก็รับมือได้
ภายในหุบเขาซกหลง ฮ่องเต้ฟื้นขึ้นมาแล้ว ทว่ายังคงอ่อนแรงอย่างยิ่ง
พระองค์พบว่าทุกคนกำลังล้อมอยู่รอบกาย ครั้นเพ่งมองจึงเห็นว่าน้ำในแม่น้ำท่วมมาถึงตรงหน้าแล้ว หากเป็นเช่นนี้ต่อไป อย่างมากอีกสองชั่วยามก็จะท่วมถ้ำหินจนมิด ถึงตอนนั้นพวกเขาจะไม่มีที่ให้หยัดยืนอีก
“ฝ่าบาท!” เมื่อเห็นฮ่องเต้ฟื้นขึ้นมา เจิ้งเสียวหวยก็รีบเข้าไปหา
ฮ่องเต้มองเขาด้วยแววตาที่ฉายแววประหลาดวูบหนึ่ง ก่อนตรัสถามว่า “ตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง”
แววตาของเจิ้งเสียวหวยเต็มไปด้วยความกังวล เขากล่าวว่า “ฝ่าบาทโปรดวางพระทัย ท่านหลิงกุนซือใหญ่นำทัพมาถึงแล้ว องครักษ์จินอู๋เว่ยจะยอมสละชีวิตเพื่อส่งพระองค์ออกไปอย่างปลอดภัยให้ได้!”
บนพระพักตร์ซีดขาวของฮ่องเต้ปรากฏรอยยิ้มบาง ๆ พระองค์ตรัสอย่างมีนัยว่า “เจ้าผ่านพ้นมาหลายปีได้แล้ว เหตุใดเวลานี้กลับทนต่อไปไม่ไหว จงเข้มแข็งให้มากกว่านี้!”
เจิ้งเสียวหวยชะงักไป ก่อนจะเข้าใจความหมายอีกนัยในพระดำรัสของฮ่องเต้ เขาพยักหน้าอย่างหนักแน่น และยิ่งมุ่งมั่นในปณิธานของตน
ในตอนนั้นเอง องครักษ์จินอู๋เว่ยนายหนึ่งว่ายน้ำมาตามหุบเขาคดเคี้ยว พร้อมตะโกนว่า “ฝ่าบาท เขาเป่ยเจ้าเกิดไฟไหม้แล้ว!”
