“คำพูดของท่านอ๋องช่างไพเราะนัก!” นางเอนกายพิงพนักเก้าอี้อย่างช้า ๆ แววตาคมกริบราวเข็ม “อดทนไปก่อนหรือ? ต้องอดทนถึงเมื่อใด? จนพวกท่านเอาดาบมาจ่อคอข้าหรือ?”
สีหน้าของนางพลันเย็นชา “อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าท่านคิดการใดอยู่ ที่ท่านสนับสนุนโจวชางขึ้นครองบัลลังก์ ก็เพียงต้องการให้เขาเป็นหุ่นเชิดของท่าน รอวันใดวันหนึ่งค่อยปลดเขาแล้วขึ้นเป็นฮ่องเต้เสียเอง ท่านก็คือโจรชิงบัลลังก์!”
หลิงชวนไม่โกรธแม้แต่น้อย กระทั่งคิ้วก็ไม่ขมวด “หากข้าคิดจะเป็นฮ่องเต้จริง องค์ชายสามไม่มีทางมีชีวิตกลับถึงนครเทวะ!”
หลี่เฟิ่งอี๋ชะงักงัน
หลิงชวนกุมกำลังทหารหลายแสนนายแห่งชายแดนเหนือไว้ในมือ หากคิดชิงบัลลังก์จริง โจวฮ่าวย่อมไม่มีทางมีชีวิตย่างเท้าเข้านครเทวะ นางอ้าปาก อยากหาคำพูดสักประโยคมาโต้แย้ง ทว่ากลับพบว่าไม่มีสิ่งใดให้โต้แย้งได้
หลิงชวนลุกขึ้นยืนแล้ว เขาไม่คิดอธิบายอีก เพราะยามนี้หลี่เฟิ่งอี๋เป็นเพียงมารดาที่สูญเสียบุตรชาย ไร้สติสัมปชัญญะโดยสิ้นเชิง
“หลิงชวน!”
นางร้องเรียกเขา น้ำเสียงแปรเปลี่ยนไป ไม่เย็นชาเหมือนคำถามเมื่อครู่ หากกลับแฝงความเด็ดเดี่ยวอันสงบนิ่ง
หลิงชวนหยุดฝีเท้า แต่ไม่ได้หันกลับมา
“ท่านว่า หากผู้คนรู้ว่าฮ่องเต้เพิ่งสิ้นพระชนม์ พระศพยังไม่ทันเย็น ท่านก็ล่วงเกินฮองเฮาของพระองค์ จะทำให้ท่านเสื่อมเสียชื่อเสียง จนถูกประณามไปชั่วลูกชั่วหลานหรือไม่?” น้ำเสียงของหลี่เฟิ่งอี๋เย็นเยียบดุจน้ำแข็ง
หลิงชวนหันขวับกลับมา
หลี่เฟิ่งอี๋ยื่นมือไปแก้สายคาดเอวผ้าป่านสีขาว การเคลื่อนไหวของนางเชื่องช้า ทว่ากลับแฝงความสงบนิ่ง
ประหนึ่งนักพนันที่ลงเดิมพันทุกสิ่งจนหมด นางจ้องตาหลิงชวน มุมปากเผยรอยยิ้มบางเบา ใต้รอยยิ้มนั้นคือความเด็ดเดี่ยวที่ไม่คำนึงถึงสิ่งใดอีก
