ในดวงตาของสวี่อีหลิวเต็มไปด้วยความเลือนรางและวิตกกังวล นั่นเป็นคำถามที่เกิดจากการตั้งข้อสงสัยต่อคุณค่าของตนเองและชะตากรรมของยุคสมัย ราวกับต้องการค้นหาจิตวิญญาณที่พึ่งพิงจากคำพูดของบุรุษในตำนานผู้นี้
“ผู้ใดกล่าวว่าการอ่านหนังสือไร้ประโยชน์” หลิงชวนมองสบตากับเขา น้ำเสียงหนักแน่นและมั่นคง “สรรพสิ่งล้วนต่ำต้อย มีเพียงการอ่านหนังสือเท่านั้นที่สูงส่ง คำกล่าวนี้ไม่ใช่คำลวง”
“แต่ก็มีบางคนกล่าวว่า… บัณฑิตไร้ประโยชน์แม้สักอย่างเดียว” มุมปากของสวี่อีหลิวปรากฏรอยยิ้มขมขื่น แล้วถามต่อ “หากถึงวันที่บ้านเมืองล่มจม แผ่นดินถล่มทลายจริง ๆ พวกข้าที่เป็นบัณฑิต มือเปล่าไร้แม้อาวุธ จะสามารถทำอะไรได้”
หลิงชวนหยุดฝีเท้าลงทันที สีหน้าจริงจังจ้องมองบัณฑิตหนุ่มผู้มีท่าทีอิดโรยอยู่ตรงหน้า ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่าน พัดพาใบเมเปิลสีแดงเพลิงปลิวขึ้นมา หมุนวนระหว่างคนทั้งสอง ยิ่งเพิ่มความสงบขรึม
น้ำเสียงของหลิงชวนไม่สูง แต่ชัดถ้อยชัดคำ “ทหารกวัดแกว่งง้าว มีหน้าที่พิทักษ์ภูเขาและธาราอันงดงาม ขุนเขาเขียวชอุ่มหมื่นลี้ คืออาณาเขตและราษฎรที่มองเห็นอยู่เบื้องหน้า ส่วนบัณฑิตกวัดแกว่งพู่กัน มีหน้าที่พิทักษ์สายธารอารยธรรมพันปี ครรลองแห่งหล้า คือเปลวไฟแห่งอารยธรรมที่มิอาจลบเลือนในส่วนลึกของจิตใจผู้คน”
สายตาของเขากวาดผ่านทิวทัศน์ถนนหนทางอันครึกครื้นของนครเทวะที่อยู่ไกลออกไป แล้วกล่าวต่อ “หากบ้านเมืองล่มจมจริง พวกข้าที่เป็นทหารรบย่อมต้องย้อมสนามรบด้วยเลือด ใช้กายเนื้อเป็นกำแพงเมือง ปกป้องผืนแผ่นดินและเหล่าประชาราษฎร์ให้ปลอดภัย นี่คือชะตาของทหาร และเป็นเกียรติยศของทหาร ตายอย่างมีค่า หมื่นตายไม่เสียดาย”
