ไม่นาน หน่วยสอดแนมกว่าสามร้อยนายก็เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ออกไปดักสังหารกองกำลังที่กำลังหลบหนีของอู้เลี่ย
ยามนี้ อู้เลี่ยประหนึ่งหมาป่าไร้ถิ่น ในยามที่ทหารคนสนิทหลายร้อยนายปกป้องเขาให้หนีขึ้นเหนืออย่างแตกตื่น แสงจันทร์เย็นเยียบสาดส่องลงมาบนเรือนร่างพวกเขาอย่างไร้สิ่งกีดขวาง เผยให้เห็นใบหน้าแต่ละคนที่ยังเปี่ยมไปด้วยความหวาดหวั่นสะทกสะท้าน ดูอเนจอนาถยิ่งนัก
“ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว...”
พลันนั้น ในท้องฟ้าราตรีกาลก็มีเสียงแหลมสูงของสิ่งใดสิ่งหนึ่งตัดอากาศดังมาจากที่ไกล ทำให้อู้เลี่ยที่สภาพจิตใจกำลังตึงเครียดถึงขีดสุดถึงกับสีหน้าแปรเปลี่ยนหนัก ใจกลางรูม่านตาหดเกร็งลงฉับพลัน
ทหารคนสนิทของอู้เลี่ยเพิ่งจะร้องเตือนว่ามีข้าศึกโจมตี ก็ถูกลูกเกาทัณฑ์พุ่งทะลุผ่านลำคอในทันที เสียงติดคาอยู่ในลำคอกลายเป็นเพียงเสียงร้องครางอู้อี้ต่ำๆ ก่อนจะร่วงหล่นจากหลังม้า
จากนั้น ทหารคนสนิทของอู้เลี่ยก็พลัดตกจากหลังม้าเพราะถูกยิงเข้าใส่ทีละคนสองคน บ้างถูกเกาทัณฑ์เสียบอก้างถูกยิงเข้าเต็มใบหน้า เสียงร้องโหยหวนดังระงมไม่หยุดหย่อน
ในภาวะเร่งด่วน อู้เลี่ยได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันสั่งการให้เปลี่ยนทิศทาง พยายามตีฝ่าวงล้อมออกไปจากอีกด้านหนึ่ง
เขาแน่ใจขึ้นอย่างรวดเร็วว่า ผู้ที่ออกมาขัดขวางพวกเขาอยู่เบื้องหน้า คือกองนกเค้าแมวรัตติกาลที่ก่อนหน้าที่ต้องล่าถอยพ่ายหนีไปดุจหมาป่าไร้ถิ่น
ทว่าภายในใจเขาทราบดี นั่นมิใช่เพราะกองนกเค้าแมวรัตติกาลอ่อนแอ ในทางตรงข้าม กำลังรบของทัพนี้หาได้ด้อยไปกว่ากองทัพกาโลหิตแม้แต่น้อย ในบางด้านกลับแข็งแกร่งยิ่งกว่าด้วยซ้ำ
บัดนี้ ข้างกายเขามีเพียงกองกำลังทหารคนสนิท กำลังพลตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ หากปล่อยมือเข้าสังหารอย่างเต็มกำลัง โอกาสชนะจะไม่มากนัก
อีกทั้งแม่ทัพของกองกำลังเว่ยอู่ยังนำคนไล่ตามมาด้วยตัวเอง เขาไม่กล้าหยุดยั้งอยู่ช้า แม้เพียงชั่วอึดใจก็อาจถูกล้อมจับได้
