หลังผ่านไปถึงครึ่งชั่วยาม หลิงชวนจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น ร่างกายอ่อนแรงถึงขีดสุด ส่วนเซียวเจี้ยนหลีกับหม่งซิงฟานก็ลืมตาขึ้นตามลำดับ
“พิษในอวัยวะภายในถูกขจัดไปเกือบหมดแล้ว แต่ในเส้นลมปราณยังมีพิษตกค้างอยู่อีกไม่น้อย!” หลิงชวนกล่าวอย่างอ่อนแรง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนต่างถอนหายใจโล่งอก อย่างน้อยชีวิตของหลูฉางหนิงก็ยังรักษาไว้ได้
ขณะนั้นเอง หวังหมาจื่อก้มลงเก็บกระบี่ด้ามร่มบนพื้น แล้วสอดกลับเข้าไปในร่มเพชร ส่วนผืนร่มนั้นเป็นสิ่งที่พวกเขาเก็บได้ระหว่างทาง หลูฉางหนิงถึงกับสละอาวุธติดกายไปบางส่วน เหลือไว้เพียงกระบี่ด้ามร่มที่ถนัดมือที่สุด ก็เพียงพอจะบอกได้ว่าเวลานั้นเขาต้องเผชิญแรงกดดันมหาศาลเพียงใด
เวลานั้น ศัตรูที่หลูฉางหนิงต้องเผชิญมิได้มีเพียงยอดฝีมือขั้นปรมาจารย์สองคนเท่านั้น ยังมีผู้ฝึกยุทธ์ฝีมือไม่ธรรมดาอีกกว่าสิบคน ในจำนวนนั้นยังมีมือสังหารขั้นเก้าอยู่สองคน
หลูฉางหนิงต่อสู้อยู่เพียงลำพัง ท่ามกลางแรงกดดันจากปรมาจารย์สองคน นอกจากสังหารผู้ฝึกยุทธ์เหล่านั้นจนหมด ยังสู้จนปรมาจารย์คนหนึ่งสิ้นชีพ แม้แต่ตู้เอ่อผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวก็ยังได้รับบาดเจ็บสาหัส เห็นได้ชัดว่าฝีมือของหลูฉางหนิงน่าสะพรึงกลัวเพียงใด
หากผลงานการต่อสู้ครั้งนี้แพร่สะพัดไปในยุทธภพ ชื่อเสียงและสถานะของหลูฉางหนิงย่อมทะยานสู่จุดสูงสุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในยอดฝีมือผู้แข็งแกร่งที่สุดของยุทธภพ
ตู้เอ่อเองก็รู้ดี หากมิใช่เพราะเหล่านักบำเพ็ญสายมารผู้พลีชีพช่วยตรึงหลูฉางหนิงเอาไว้ อาศัยเพียงเขากับหงสือเชียวสองคน เกรงว่าตนคงกลายเป็นวิญญาณใต้คมกระบี่ของอีกฝ่ายไปแล้ว
หวังหมาจื่อมัดร่มเพชรที่หนักหลายสิบชั่งไว้แน่น แล้วแขวนไว้กับตะขอแขวนอานม้า
