รุ่งวันถัดมา ณ โถงเฉิงเทียน
หลังจากผ่านไปกว่าสิบวัน ในที่สุดก็มีการเปิดประชุมราชสำนักยามเช้าขึ้นอีกครั้ง
ในท้องพระโรง ยังคงมีอัครมหาเสนาบดีหวงเฉียนหู่นำหน้า ตามด้วยขุนนางจากส่วนราชการทั้งหก
ส่วนก๊กซ่งที่แต่ก่อนเคยต่อกรกับพรรคหวงได้นั้น ไม่เพียงซ่งเฮ่อเหนียน ซ่งจิ้งจือ และซ่งอวิ๋นโจวทั้งสามถูกขังไว้ในคุกจวนถิงเว่ย แม้แต่สมาชิกแกนหลักของก๊กซ่งอีกไม่น้อยก็พลอยถูกพัวพันไปด้วย
คนเหล่านั้นบางคนถูกจับเข้าคุก บางคนถูกกักบริเวณไว้ในบ้าน บ้างก็ถูกปลดจากตำแหน่งเพื่อรอการตัดสิน เหลือเพียงตัวเล็กตัวน้อยไม่กี่คนจากก๊กซ่งที่ยืนอยู่ท้ายฝูงชน ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
แม้ช่วงนี้จะไม่ได้เข้าประชุมราชสำนัก แต่เกิดเรื่องใหญ่โตในวงการขุนนางถึงเพียงนี้ พวกเขาย่อมรู้ข่าวได้ไม่ยาก
ในที่สุด องค์รัชทายาทโจวชางก็เสด็จออกมาจากหลังฉากกั้น แล้วประทับนั่ง ณ ที่ข้างบัลลังก์มังกร
“ถวายบังคมองค์รัชทายาท!” ทุกคนคุกเข่าลงถวายคำนับ
“ขุนนางทั้งหลาย ลุกขึ้นเถิด!” องค์รัชทายาทตรัสด้วยพระสุรเสียงต่ำและอ่อนแรง
“ขอบพระทัยองค์รัชทายาท ขอฝ่าบาททรงพระเจริญหมื่นปี องค์รัชทายาททรงพระเจริญพันปี!”
เมื่อทุกคนลุกขึ้นแล้ว จึงเห็นว่าดวงพระเนตรขององค์รัชทายาทแดงก่ำ พระพักตร์เปี่ยมด้วยความโศกเศร้า ดูราวกับเพิ่งทรงกันแสงมา
ทุกคนอดรู้สึกใจหายไม่ได้ ต่างลอบคาดเดาอยู่ในใจ ขณะนั้นเอง เจ้ากรมขุนนางหลี่จิ้นอันก็ก้าวออกมาแล้วทูลถามว่า “ขอประทานอนุญาตกระหม่อมได้ยินมาว่า ระหว่างเสด็จกลับเมืองหลวงหลังเสร็จศึก ฝ่าบาททรงถูกลอบโจมตี ไม่ทราบว่าขณะนี้สถานการณ์เป็นเช่นไร ทรงพ้นจากอันตรายแล้วหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
สิ้นคำถาม ขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ในท้องพระโรงต่างเงยหน้ามององค์รัชทายาทซึ่งประทับอยู่ข้างบัลลังก์มังกร แท้จริงแล้วตลอดช่วงที่ผ่านมา มีคนไม่น้อยขอเข้าเฝ้าองค์รัชทายาท ทว่าคนส่วนใหญ่แม้แต่ประตูวังก็ยังเข้าไม่ได้ ต่อให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ที่มีอำนาจสูงส่ง ก็ยังถูกกันไว้ด้านนอกตำหนักทรงอักษร
