เซียวเจี้ยนหลีก้าวเท้าอย่างเนิบนาบเข้าหาเสิ่นชิงอู๋
ก้าวย่างของเขาทั้งช้าทั้งเบา
เมื่อมาถึงข้างกายเสิ่นชิงอู๋ เขาก้มมองศิษย์พี่ผู้เติบโตมาด้วยกันบนเขาสู่ ฝากฝนกระบี่ ฝึกปรือยุทธ และท่องยุทธภพเคียงบ่าเคียงไหล่
แววตาของเขาไร้ซึ่งความตื่นเต้นจากชัยชนะ ปราศจากความยินดีที่ได้ชำระครู หลงเหลือเพียงความหงอยเหงาไร้สิ้นสุดและความโศกเหลือพรรณนา
“ศิษย์พี่ เหตุใดต้องทนทุกข์ถึงเพียงนี้”
เสียงของเขาแผ่วเบา ยิ่งนัก ราวกับรำพึงอยู่เพียงลำพัง
บนใบหน้าของเสิ่นชิงอู๋ ลายเส้นสีดำในยามนั้นเลือนหายไปแล้ว เผยให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริง
ใบหน้านั้นขาวซีดดั่งกระดาษ ริมฝีปากไร้สีเลือด ทว่าคิ้วและแววตายังคงหลงเหลือเค้าโครงในครานั้นอยู่ราง ๆ ศิษย์พี่ใหญ่แห่งเขาสู่ผู้ฮึกเหิมหาญ บุรุษหนุ่มที่เคยยืนเคียงข้างเขาท่องยุทธภพ
ดวงตาของเขากลับคืนสู่สภาพปกติแล้ว มิใช่หลุมดำน่าสะพรึงคู่นั้น หากแต่เป็นแววตาเลื่อนลอยและอ่อนเปลี้ย ถึงขีดสุดที่น้ำมันตะเกียงดับมอดแล้ว
“ฮะ ๆ ๆ...”
จากปากของเสิ่นชิงอู๋ดังเสียงหัวเราะแผ่วเบา
ในเสียงหัวเราะนั้นเต็มด้วยความเวทนา เต็มด้วยความไม่ยอม เต็มด้วยความคับแค้นไม่สิ้นสุด เพียงแต่มันไม่แหลมคมอีกต่อไป ถูกลับด้วยก้าวของกาลเวลา เหลือเพียงขี้เถ้าจาง ๆ
“สุดท้าย... เจ้าเป็นผู้ชนะ!” เสิ่นชิงอู๋ถอนใจ เสียงขาดห้วง เอ่ยแต่ละคำก็หยุดไปนาน “ดูท่าในปีนั้น ท่านอาจารย์เลือกเจ้าคงถูกต้อง เจ้าเหนือกว่าข้าจริง”
