จอมทัพพิชิตแดนเถื่อน

บทที่ 3 ประจักษ์ฝีมือ

7 นาที· 1.6K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

<br /> “หลิงเอ้อโกว เจ้ามันบังอาจนัก” หวังเอินคำรามลั่น ยกมือขึ้นหมายจะตบฉาดเข้าที่ใบหน้าหลิงชวน ตลอดหลายปีมานี้หลิงชวนถูกพวกมันตบตีมานับครั้งไม่ถ้วน ทว่าบัดนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว

ชาติก่อนตนคือจอมทัพมือหนึ่ง แม้ร่างนี้จะซูบผอม แต่เคล็ดสังหารฝังลึกในไขกระดูก

“ตึง……”

เสียงทึบดังขึ้น หวังเอินกระเด็นลอยออกไป กระแทกพื้นอย่างแรง กระอักเลือดสดออกมาคำใหญ่

หมัดยุทธ์ทหารและมังกรดำสิบแปดท่าที่ฝึกฝนในชาติก่อน ล้วนเป็นท่าสังหารที่รวบรวมสุดยอดวิชายุทธ์ร้อยสำนัก ทุกกระบวนท่าล้วนถึงตาย ไม่มีท่วงท่าฟุ่มเฟือยแม้แต่น้อย

โจวหาวและอู๋เต๋อสีหน้าแปรเปลี่ยน ไม่คาดคิดว่าหลิงชวนจะกล้าลงมือ แถมเมื่อครู่พวกมันยังมองไม่ทันเห็นการเคลื่อนไหวของหลิงชวนด้วยซ้ำ หวังเอินก็กระเด็นออกไปแล้ว

“ไอ้ชาติหมา คิดก่อการกบฏรึ!” โจวหาวตะลึงงันไปชั่วครู่ ก่อนจะชักมีดสั้นออกมาตรงเข้าแทงกลางอกหลิงชวน

หลิงชวนแววตาสงบนิ่ง เมื่อเผชิญมีดสั้นที่พุ่งเข้าใส่ เพียงเบี่ยงกายเล็กน้อยก็หลบหลีกอย่างแยบยล จากนั้นจึงลงมืออย่างรวดเร็ว ใช้ท่าจับกุมล็อกข้อมือโจวหาว

โจวหาวยังไม่ทันรู้ตัว มีดสั้นในมือก็ถูกแย่งชิงไปเสียแล้ว จากนั้นสัมผัสเย็นวาบก็แล่นปราดที่ลำคอ เห็นมีดสั้นเล่มนั้นพาดอยู่บนคอของตน

อู๋เต๋อที่ยืนอยู่ข้างๆ เดิมตั้งใจจะเข้าไปช่วย แต่เปลี่ยนใจกะทันหัน ตรงเข้าไปในเรือน เห็นได้ชัดว่าเตรียมจะจับตัวซูหลี เพื่อให้หลิงชวนเกรงกลัวไม่กล้าทำอะไร

แต่อู๋เต๋อยังวิ่งไปไม่ถึงประตู มีดสั้นเล่มหนึ่งก็พุ่งมาจากด้านหลัง ทะลุน่องของเขา

“อ๊าก……”

อู๋เต๋อล้มคว่ำลงกับพื้น กุมน่องที่เลือดไหลไม่หยุด ร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด

“หลิงเอ้อโกว ข้าจะทำให้เจ้าอยู่ไม่สู้ตาย!” แม้โจวหาวจะใจสั่นสะท้าน แต่ก็ไม่ลืมที่จะขู่คำราม

ทว่าหลิงชวนกลับชกเข้าเต็มหน้าหมัดหนึ่ง กระแทกจนเลือดกำเดาไหลอาบ

จากนั้นหลิงชวนก็บีบคอเขา ห้านิ้วหนีบกระดูกลำคอไว้แน่น แล้วกล่าวเสียงเย็นว่า “เจ้าเชื่อไหมว่าข้าจะบิดคอเจ้าให้หักเดี๋ยวนี้?”

มองดูดวงตาคู่นั้นที่เปี่ยมล้นด้วยเจตนาสังหาร โจวหาวรู้สึกเพียงความเย็นเยียบแผ่ซ่านจากฝ่าเท้าจรดทั่วร่าง

เป็นครั้งแรกที่เขาเกิดความหวาดกลัวต่อเด็กหนุ่มผู้ไม่เคยโต้ตอบไม่ว่าถูกตีหรือถูกด่า

“หลิงเอ้อ… หลิงชวน เจ้าอย่าบ้าบิ่น ไม่เช่นนั้นนายสิบไม่ปล่อยเจ้าแน่!” โจวหาวพูดเสียงสั่น

“เชิญให้เขามาหาข้าได้!”

หลิงชวนกล่าวเสียงเย็นชา พร้อมกับปล่อยมือ ร่างโจวหาวก็ทรุดกองกับพื้น

“ไสหัวไป!”

เสียงตวาดเย็นยะเยือกดังขึ้น ร่างทั้งสามปีนป่ายคลานเข่าออกจากลานบ้านไป

เพิ่งจะปิดประตูลานบ้าน ซูหลีที่เต็มไปด้วยความกังวลก็วิ่งพรวดพราดออกมาอย่างรอไม่ไหว

“ข้าบอกให้เจ้าอยู่ในเรือนอย่าออกมาไม่ใช่รึ?” หลิงชวนกล่าว

“ข้า ข้าเป็นห่วงเจ้า!” ซูหลีก้มหน้าต่ำ ค่อนข้างประหม่า

ข้าเป็นห่วงเจ้า

ถ้อยคำสั้นๆ สี่คำ กลับทำให้ใจของหลิงชวนหวั่นไหว ชาติก่อนเขาเป็นเด็กกำพร้า เมื่อเข้ากองทัพก็ต้องเผชิญกับการฝึกฝนที่โหดร้ายและภารกิจที่อันตราย ชาตินี้บิดามารดาสิ้นชีพจากศึกสงคราม ตัวเองร่อนเร่มายังชายแดน ถูกข่มเหงรังแกมามากมาย

เขาจำไม่ได้แล้วว่าไม่ได้สัมผัสรสชาติแห่งความห่วงใยมานานเพียงใด

“ข้าไม่เป็นไร ไปกินข้าวเถอะ!” หลิงชวนยิ้มกล่าว

เรือนแม้จะเรียบง่าย แต่ก็ถูกปัดกวาดอย่างสะอาดหมดจด

ดูออกว่าซูหลีหิวมาก แต่นางยังคงกินอย่างสง่างาม

หลิงชวนแบ่งหมั่นโถวของตนให้นางหนึ่งชิ้น ซูหลีรีบโบกมือปฏิเสธ “นี่คือเสบียงของเจ้า ข้า…”

“รับไว้เถอะ วันนี้ข้าไม่หิว!” หลิงชวนยัดหมั่นโถวใส่มือนางอย่างไม่ยอมฟัง

สำหรับนางที่มาจากตระกูลสูงศักดิ์ อาหารเลิศรสอะไรบ้างที่ไม่เคยลิ้มลอง แต่วินาทีนี้เมื่อถือหมั่นโถวก้อนนี้ มือนางกลับสั่นเทา น้ำตายิ่งห้ามไม่อยู่ร่วงหล่นลงมา

นับตั้งแต่บิดาถูกประหารชีวิต ตัวเองและครอบครัวถูกเนรเทศมาที่นี่ ก็หมายความว่าชะตาชีวิตของตนไม่อาจอยู่ในการควบคุมของตนเองได้ ตลอดเส้นทางที่ผ่านมาไม่ได้กินอิ่มสักมื้อ หลายคนไม่ตายเพราะอดก็ตายเพราะโรคภัย ตัวเองก็กอดความคิดที่ว่าอยู่ไปวันๆ

แต่ตอนนี้ หมั่นโถวเพียงก้อนเดียวของหลิงชวน กลับทำให้ใจของนางปรากฏแสงสว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง

“ขอบคุณ ขอบคุณเจ้า!” ซูหลีพูดเสียงสะอื้น

หลิงชวนยิ้มกล่าว “เจ้าเป็นภรรยาของข้า ข้าไม่ปกป้องเจ้าแล้วจะให้ปกป้องใคร?”

ได้ยินคำว่าภรรยา ซูหลีหน้าแดงระเรื่อ ก้มหน้าพูดเบาๆ ว่า “ไม่ทราบว่าบิดามารดาของท่านหลิงอยู่แห่งหนใด? เรายังไม่ได้กราบไหว้ฟ้าดินเลยนะเจ้าคะ!”

“บิดามารดาของข้าสิ้นชีพในคราวศึกสงครามเมื่อสามปีก่อน ตอนนี้ข้าเหลือตัวคนเดียว!” หลิงชวนถอนหายใจเบาๆ ตอบ

ซูหลีก็ทอดถอนใจกล่าวว่า “เราทั้งคู่ต่างก็เป็นผู้พลัดถิ่นหลงทางในโลกา!”

หลังกินอาหารเสร็จ ฟ้าก็มืดลงแล้ว หลิงชวนหยิบซานหวงออกมาจากอก บดให้ละเอียดแล้วผสมน้ำสะอาด ถือมาให้ซูหลี

“มา ข้าจะช่วยเจ้าล้างแผล!” หลิงชวนค่อยๆ เลิกชายกระโปรงของนางขึ้น

ตอนแรกซูหลีค่อนข้างต่อต้าน เพราะในยุคนี้ เท้าสำหรับสตรีแล้วถือเป็นส่วนสงวน ทว่านึกขึ้นได้ว่าผู้ตรงหน้าคือสามีของตน จึงไม่ขัดขืนอีก

มองดูบาดแผลที่ข้อเท้าของนางซึ่งน่าตกตะลึง หลิงชวนอดสูดลมหายใจเยือกเย็นไม่ได้

“จะเจ็บสักหน่อย เจ้าอดทนเอา!”

หลิงชวนช่วยขจัดหนองเลือดและเนื้อเน่าออกอย่างระมัดระวัง แม้เขาจะระวังอย่างที่สุดแล้ว แต่นางก็ยังเจ็บจนตัวสั่นไม่หยุด

นอกจากความเจ็บปวดแล้ว ยังมีความละอายแก่ใจอย่างรุนแรงเอ่อล้นในใจ ทำให้นางไม่กล้ามองหลิงชวน

โชคดีที่หลิงชวนตั้งใจจัดการกับบาดแผลตลอดเวลา กระทั่งทำความสะอาดเสร็จจึงใช้น้ำซานหวงราดลงบนแผลเพื่อฆ่าเชื้อ สุดท้ายจึงตัดผ้าก๊อซสองเส้น เอาไปต้มน้ำเดือดแล้วพันแผลให้นาง

“เสร็จแล้ว พักไว้สักสองสามวันแผลก็จะตกสะเก็ด ไม่เกินสิบวันก็หายดี!”

“ขอบคุณเจ้า หลิงชวน!”

“บอกแล้วไงว่าอย่าถือสา พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน!” หลิงชวนตอบยิ้มๆ

“แต่เรายังไม่ได้กราบไหว้ฟ้าดินเลยนะ!” ซูหลีพูดเสียงแผ่วเบาราวยุงร้อง หน้าแดงด้วยความขวยเขิน

แม้ว่าบิดามารดาของทั้งคู่จะไม่อยู่แล้ว แต่พิธีกราบไหว้ฟ้าดินก็ยังเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

“รออีกสักสองวัน แผลที่ขาเจ้าดีขึ้นแล้วค่อยกราบไหว้ก็ไม่สาย!” หลิงชวนยิ้มกล่าว

“ตึง……”

เสียงดังสนั่นอย่างกะทันหันทำลายความเงียบสงบของลานบ้านหลังน้อย ประตูลานถูกถีบอย่างรุนแรง หลิวอู่ที่ถือดีเข้ามาพร้อมพลทหารหลายคนบุกเข้ามาโดยตรง

“หลิงเอ้อโกว ออกมาให้ข้าเดี๋ยวนี้!”

หากเป็นเมื่อก่อน เสียงตวาดโกรธนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้หลิงชวนตัวสั่นสะท้าน ขวัญหนีดีฝ่อ

ภายในเรือน หลิงชวนลูบไหล่ซูหลีเบาๆ เป็นเชิงบอกให้นางไม่ต้องเป็นห่วง จากนั้นจึงหมุนตัวเดินออกไป

“นายสิบ ท่านหาข้า?” หลิงชวนเดินตรงมาที่กลางลาน ยืนขวางหน้าหลิวอู่

หลิวอู่สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนหน้านี้ หลิงชวนเจอเขาก็เหมือนหนูเจอแมว ที่ไหนจะกล้ามายืนขวางหน้าเขาแบบไม่เกรงกลัวเช่นนี้? หลิวอู่รู้สึกว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าสร้างความรู้สึกแปลกหน้าให้กับเขา

“หลิงเอ้อโกว เจ้าช่างบังอาจนัก คุกเข่าลงเดี๋ยวนี้!”

หลิงชวนมองเขา แล้วเอ่ยอย่างเย็นชาว่า “ข้าเป็นชายชาตรีสูงเจ็ดฉื่อ คุกเข่าให้ฟ้าดิน คุกเข่าให้บิดามารดา เจ้าเป็นตัวอะไร ถึงคู่ควรให้ข้าคุกเข่า!”

หลิวอู่ตะลึงงันไปชั่วขณะ ไม่คาดคิดว่าจู่ๆ หลิงชวนจะแข็งกร้าวถึงเพียงนี้ ต่างจากแต่ก่อนที่ขี้ขลาดราวกับเป็นคนละคน

“โอ้! ปีกกล้าขาแข็งแล้วสิ?” แววตาหลิวอู่ฉายแววเย็นเยียบ

หลิงชวนมองเขาโดยไม่หวาดกลัวแม้แต่น้อย กล่าวว่า “นายสิบหลิว ตลอดหลายปีมานี้ เจ้าแย่งชิงผลงานข้าสิบสามครั้ง ดูถูกข้ายี่สิบเจ็ดครั้ง ต่อยตีข้าเก้าครั้ง บัญชีนี้ ถึงเวลาชำระแล้วหรือยัง?”

หลิวอู่แววตาเย็นชา สำรวจมองเด็กหนุ่มตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า ราวกับเป็นครั้งแรกที่เขารู้จักหลิงชวน

“เจ้าคิดจะชำระอย่างไร?”

“นับจากนี้ไป ผลงานทัพของข้า ข้าจะรับเอง!”

“เหอะๆ……” หลิวอู่หัวเราะเย็น นัยน์ตาสามเหลี่ยมคู่หนึ่งวาววับด้วยจิตสังหาร ประชิดตัวหลิงชวน แล้วกล่าวว่า “เจ้าเชื่อไหมว่า ข้าเพียงแค่เอ่ยประโยคเดียว ก็สามารถทำให้เจ้าหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย?”

หลิงชวนแววตาแน่วแน่ กล่าวเสียงเย็นว่า “ถ้าเช่นนั้นนายสิบหลิวเชื่อไหมว่า ข้าสามารถทำให้เจ้าลิ้มรสสามวิธีตายที่แตกต่างกันได้ภายในพริบตาเดียว?”

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com