ฉันเป็นตัวกาลกิณี
คำนี้ติดตัวฉันมาตั้งแต่เกิด ได้ยินจนหูด้านเลย ถามว่าทำไมถึงเป็นตัวกาลกิณี ฉันรู้สึกว่ามันซวยชัด ๆ โดนป้ายความผิดให้ทั้งที่ไร้เหตุผล แค่เพราะฉันเกิดตอนที่ปู่ตาย ยายเลยด่าฉันเป็นตัวกาลกิณี แต่ตอนนั้นฉันจะไปกำหนดวันเกิดเองได้ไงกัน ถ้าไม่ใช่เพราะตากับยายใจดี ฉันคงต้องนั่งเคลียร์เรื่องครอบครัวบ่มเพาะกับพวกคุณแล้ว ยิ่งยายปากพล่ามเอาไปพูดต่อ ชื่อเสียงตัวกาลกิณีของฉันก็กลายเป็นเรื่องจริง บ้านฉันอยู่หมู่บ้านหนึ่งทางตะวันออกเฉียงเหนือ ภายหลังเพื่อให้ทางการนับง่ายเลยตั้งชื่อว่าหมู่บ้านภูเขาดำ ช่วงก่อนเมษายนปีสองพันสี่เป็นเวลาที่ฉันไม่ได้ลงจอดอย่างปลอดภัยนัก อีกทั้งยังเป็นวันเกิดของฉันด้วย ใกล้วันเชงเม้ง แม่ท้องแก่เลยคิดให้พ่อไปไหว้สุสาน สรุปว่าทริปนั้นฉันดันรีบร้อนอยากออกมาซะงั้น ตอนนั้นในชนบทจะมีรถยนต์ส่วนตัวได้ไง ก็มีแต่มอเตอร์ไซค์ จักรยาน กับทำคลอดกันเองที่บ้าน แน่นอนว่าฉันก็คลอดที่บ้านเช่นกัน ยังดีที่เดิมบ้านเราพอมีฐานะอยู่บ้าง พ่อได้ยินข่าวก็รีบกลับทันที ขี่มอเตอร์ไซค์บึ่งกลับบ้าน ปรากฏว่าระหว่างทางเจองูเป็นกลุ่มใหญ่ ตอนนั้นพ่อร้อนใจเลยจำใจขี่ฝ่ามันไป พอฉันเกิดปุ๊บ ยายก็ร้อนใจก่อนเลย เพิ่งอุ้มออกมาก็รีบดูว่าเป็นเด็กผู้ชายหรือเปล่า พอดูแล้วไม่ใช่ ก็เหวี่ยงฉันทิ้งทันที เกือบส่งฉันกลับเข้ารอบเกิดใหม่เลย หันมาด่าแม่ว่า “แม่ไก่ไม่ออกไข่ คลอดตัวประหลาดมีแต่ขาดทุน!” แม่เองเดิมก็มีโมโหบ้าง คิดว่าตัวเองอุตส่าห์ลำบากคลอดลูกให้บ้านคุณ ยังโดนด่าเป็นตัวประหลาดอีก พอหันมามองฉันก็เงียบกริบทันที เพราะฉันไม่ได้ร้องไห้หรือยิ้ม ตาข้างหนึ่งลืมข้างหนึ่งปิด ข้างที่ปิดยิ้ม ข้างที่ลืมมีน้ำตาคลอ หน้าตาซูบตอบและคางแหลม ตัวเล็กมาก แถมมีเขี้ยวแหลมยื่นออกมาสองซี่ มือเหมือนตีนไก่ แถมที่เอวและท้องของฉันมีปานรูปงูพันอยู่ สีแดง พาดจากเอวลงไปถึงท้องน้อย รัดเกือบครึ่งเอว ตอนนั้นในชนบทยังมีทั้งระบบศักดินาและงมงาย เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่แล้ว ปู่เห็นก็ตะโกนว่า “ตัวกาลกิณี” แล้วก็ขาดใจตาย กลายเป็นผู้เฒ่าจากไปทางทิศตะวันตก ยายก็สมทบอีกคน ส่งเสียงโหยหวนขึ้นมา งานร้องไห้อาลัยกับงานแสดงความยินดีก็เลยมารวมกัน คนอื่นมาดู เห็นสภาพบ้านแล้วก็ลำบากใจ สุดท้ายยายมาถึง พาฉันไป ปู่ถึงได้จัดงานศพ ต่อมาก็มีคนเล่าว่า ตอนฉันเกิด ฟ้าโปร่งแต่ฟ้าผ่า ฟ้าผ่าติดต่อกันถึงเก้าครั้ง แต่ก็ไม่ฆ่าฉันให้ตาย ยังมีคนบอกว่าตอนคลอดฉัน ฟ้ามืดทันที แล้วฝนก็ตกหนักตลอดสามเดือนเต็ม แต่ฉันไม่เชื่อ เพราะสำหรับฉันมันคือเรื่องโกหกทั้งนั้น ประการแรก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภูมิอากาศแบบอบอุ่นชื้นภาคพื้นทวีป มันไม่มีทางฝนตกยาวนานขนาดนั้น อีกอย่าง ฉันเป็นใครกัน เกิดมาสวรรค์ถึงลงโทษเลยหรือ เด็กสมัยนั้นที่ถูกส่งไปโรงพยาบาลเพื่อคลอดก็นับว่าดีมากแล้ว มาคราวนี้ยายของฉันก็เลยอุ้มฉันกลับบ้าน กับตาคุยกันปรึกษาว่า เด็กผู้หญิงตัวเล็กทำไมถึงอัปลักษณ์ขนาดนี้ หน้าตาซูบตอบ แถมมีฟันยื่นออกมาสองซี่ คล้ายกับซอมบี้ในหนังที่หลินเจิ้งอิงแสดง สุดท้ายสองตายายก็เลยครุ่นคิดแล้วได้ความคิด “เราสองคนเป็นคนธรรมดาไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ หาคนที่เข้าใจก็สิ้นเรื่อง เอาไข่ไปสองฟองและเหล้าอีกหน่อย เชิญยายเฒ่าต่งมาหน่อย” ยายเฒ่าต่งคนนี้เป็นตัวละครสำคัญ เป็นถึงตี่หม่าแห่งตระกูลหู คำนวณดูหมอได้ รักษาโรคทางวิญญาณได้ โรคทางกายก็ดูแวบเดียวก็รู้สาเหตุแล้วเปิดใบสั่งยาจีนให้ ตาได้ยินคำสั่ง ก็ดีดดิ้นรีบไปกับข้าวของ สุดท้ายก็พายายเฒ่าต่งมาจนได้ พอมาถึง เรื่องใหญ่เลย ที่หน้าบ้านมีหนู พังพอน กับงูมารุมล้อม ตระกูลไป๋หลบอยู่ที่ชายกำแพง ยังมีสุนัขจิ้งจอกสองสามตัวไต่บนยอดกำแพง คล้ายกำลังรอใครบางคน แน่นขนัดไปหมด ตาเดิมเป็นพรานป่า เห็นสัตว์พวกนี้ก็ไม่กลัวหรอก แต่มามากมายแบบนี้ก็ใจสั่นเหมือนกัน! ยายเฒ่าต่งเห็นท่าแล้วก็ไม่รอช้า ไม่เดินช้าอีกต่อไป นางกับตาพุ่งตัวเข้าไปในบ้านเร็วราวกับวิ่งร้อยเมตร “อิง! อิง! เป็นไงบ้าง!” ยายเห็นว่าเป็นตากับยายเฒ่าต่งมาก็ไม่กลัวแล้ว พูดว่า “ข้างนอกเป็นไงบ้าง ฉันฟังเสียงดังมากเลย!” “ยายเฒ่าต่ง ว่าทำไงดี ฉันจะเอาปืนลูกซองเก่าไปยิงสักสองนัด ขู่พวกพวกสัตว์พวกนั้นดีไหม” ตาเดิมจะเรียกสัตว์เดรัจฉาน แต่มานึกดูอีกทีมีสัตว์มากมายหลายอย่าง มีหลายตัวดูทรงภูมิปัญญาก็เลยเปลี่ยนคำพูด “ไม่ต้องสนใจ พวกมันไม่มีเจตนาร้าย” ทว่าตามมาติด ๆ ก็มีเสียงสุนัขจิ้งจอกหัวเราะ ข้างนอกสุนัขจิ้งจอกหัวเราะ ประตูบ้านก็ถูกเคาะดังปังปัง สามคนในบ้านใจระทึก ยายเฒ่าต่งสุดท้ายไปเปิดประตู เห็นหญิงสวมกี่เพ้าชมพูเดินเข้าบ้านมา แล้วพูดว่า “ตี่หม่าคนนี้ของเจ้าหูเทียนเหม่งนี่คล่องแคล่วดีจริง” ต่อมาเจ้าหูเทียนเหม่งก็ดูจะมาแล้ว ฟังแต่เสียงหัวเราะร่าเริงของผู้ชาย “เสี่ยวต่ง อย่ากลัว วันนี้เป็นวันมงคลใหญ่!” หูเทียนเหม่งดูเหมือนกลัวตากับยายจะตกใจ จึงเก็บอาการเล็กน้อย หญิงคนนั้นพูดว่า “พวกเรามาไม่ใช่เพื่ออะไรอื่น แต่อยากหมั้นหมายกับเด็กน้อยบ้านเจ้า” ตอนนี้เซียนทั้งห้าในภาคอีสานมีตระกูลหูเป็นใหญ่ เรื่องดี ๆ ก็ให้ตระกูลหูมาก่อนเสมอ แต่ต่อมาพังพอนที่ตัวใหญ่ที่สุดไม่ยอม วิ่งออกมาพูดกับสุนัขจิ้งจอกสองตัวว่า “อ้าว เด็กหญิงคนนี้ ตระกูลหวงของเรายังคิดจะเอามาดูแลสักหน่อยนะ พวกเจ้าไอ้พวกจิ้งจอกเฒ่า เรื่องดี ๆ อะไรก็ถูกพวกเจ้างาบไปหมด” มันกลายร่างเป็นชายไว้หนวดสวมหมวก ดูคล้ายตัวการ์ตูน เหล่า-ฟูจื่อ จากนั้นก็มีเสียงเคาะประตูดังตามอีก มาตระกูลหลิว ข้างหลังตระกูลหลิวตามด้วยตระกูลฮุยและตระกูลไป๋ “ชิ พวกเจ้าที่บ้านมีเด็กรุ่นเหมาะสมไหมล่ะ บ้านเรามีเด็กรุ่นเล็กพึ่งเกิดใหม่ตัวหนึ่ง” “ใครบ้างไม่รู้ว่าตัวบ้านเจ้าน่ะเป็นตัวเมีย!” “เอ้อ!” ยายฉันเห็นแล้วก็คิดว่า ดีล่ะ นี่จะเปิดประชุมที่บ้านเรา มีครบห้าตระกูลเซียนเลย? ทุกคนเริ่มแย่งกันขอหมั้นกับฉัน แน่นอนไม่มีใครถามความเห็นตัวฉันเอง… สุดท้ายยายเฒ่าต่งออกมาพูดว่า “ทุกท่านเซียน เด็กยังเล็กอยู่ พวกท่านว่า ควรรอให้เด็กโตกว่านี้ก่อนค่อยว่าด้วยเรื่องหมั้นหมายดีไหม” สุดท้ายตระกูลหูก็เอ่ยว่า “รอไม่ได้แล้ว… เด็กคนนี้มีบุญหนักหนา หยางพลังชัดเจนเกินไป ถ้าไม่กำหนดตัวตอนนี้ถูกไอเซียนหรือหยินปะทะ! จะอยู่ไม่เกินสิบสองปี!” “คนผู้นี้มีชีวิตอุปสรรคมาก ฉันคำนวณดูแล้ว ดาวอัปมงคล ดาวสังหาร สองดาวเข้าวาสนา ลี้เป็นไฟ นอกในคือลี้ สองไฟลุกไหม้ ถูกไฟภายในแผดเผา หกปะทะ ใหญ่ดีใหญ่ร้าย ต้องมีเจ็ดภัย เมื่อผ่านเจ็ดภัยจึงจะตั้งตัวได้” “หมั้นหมายกับเรา เราใช้คนในตระกูลและคาถาช่วยเด็กให้ข้ามภัย เด็กใช้บุญช่วยเราฝึกตน นี่เป็นชัยชนะของทั้งสองฝ่าย!” “หนทางรอดชีวิตให้นี่แล้ว! พวกเจ้าดูเองว่าจะหมั้นหมายกับตระกูลไหน!” เรื่องนี้ตากับยายก็ลำบากใจ หมั้นหมายกับตระกูลไหนก็ต้องล่วงเกินตระกูลอื่น ๆ อยู่ดี แถมใครจะรู้ว่าที่พวกนี้พูดไว้จริงหรือเท็จ ทว่ายังไม่ทันสำเร็จการหมั้นหมาย ก็มีบุรุษหนึ่งมา ข้างหลังตามด้วยเด็กสาวอายุน้อย ในมืออุ้มเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ท่าทางเหมือนพวกค้ามนุษย์ “ทุกท่านอย่าได้แย่งกันอีกเลย เด็กสาวคนนี้ ฉันจางเจิ้นชิวรับไปดูแลแล้ว” ยังไม่ทันให้บุรุษนี้พูดอะไรต่อ ทันใดนั้นลมหยินก็พัดมา ความเคียดแค้นลอยฟุ้งไปทั่ว มีอะไรบางอย่างมาแล้ว…