หลินชีเย่เข้าสู่ช่วงเวลาซาบซึ้ง โจวเย่จึงไม่รบกวนเขามากนัก
ไม่นานเสียงออดก็ดังขึ้น เวลาพักสิบนาทีผ่านไปรวดเร็วเช่นนี้เอง
อาจารย์หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาจากทางเดิน ห้องนี้เป็นคาบประวัติศาสตร์
อาจารย์ประวัติศาสตร์ถามหลินชีเย่ก่อนว่ารู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง
"เธอคือหลินชีเย่ใช่ไหม รู้สึกที่นี่เป็นอย่างไรบ้าง รับได้ไหม"
"ไม่มีปัญหาครับอาจารย์"
"ไม่มีก็ดี ถ้ามีปัญหาอะไรเรื่องการเรียน ถามเพื่อนร่วมโต๊ะอย่างโจวเย่ได้นะ เขาเป็นหัวกะทิของห้องนี้ ติดอันดับต้น ๆ ของชั้นปี ผลการเรียนดีมาโดยตลอด สามารถช่วยติวให้เธอได้"
"ครับ"
ถามเรื่องหลินชีเย่เสร็จ อาจารย์ประวัติศาสตร์ก็กลับไปที่แท่นสอนและเริ่มสอน
"ทุกคนเปิดหนังสือไปหน้าที่ 91 วันนี้เราจะพูดถึงประวัติศาสตร์ต้าเซี่ยยุคใกล้ ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการสอบ ตั้งใจฟังให้ดี"
"เมื่อร้อยปีก่อน หมอกลึกลับลงมา..."
เพราะมีหลินชีเย่ อาจารย์ประวัติศาสตร์จึงไม่ได้ให้นักเรียนอ่านเองเหมือนที่เคยทำ โดยเปลี่ยนมาใช้วิธีสอนแบบที่เธอบรรยายเอง โดยเริ่มพูดไปด้วยอธิบายไปด้วย
และเหล่านักเรียนใต้แท่นต่างตั้งใจฟัง มีเพียงโจวเย่คนเดียวที่เป็นข้อยกเว้น
เมื่ออาจารย์เริ่มสอน ร่างของโจวเย่ใต้โต๊ะเรียนค่อย ๆ ขยับเป็นท่าที่บิดเบี้ยว สายตาล่องลอย ก็เริ่มเหม่อแบบนี้เอง
หลินชีเย่ที่สังเกตเห็นผ่านการตรวจจับจิตสัมผัส มีเครื่องหมาย [?] ลอยขึ้นมาจากหัว
หลินชีเย่: ∑( ̄□ ̄;)
นี่ใช่หัวกะทิที่อาจารย์พูดถึงบนเวทีจริงหรือ
ทำไมเพิ่งเริ่มเรียนก็เหม่อแล้ว แล้วใต้โต๊ะยังจัดท่าที่บิดเบี้ยวไม่น้อย
เพื่อนร่วมโต๊ะฉันนี่ ก็มีอาการทางจิตประสาทด้วยหรือเปล่า
หลินชีเย่รู้สึกพูดไม่ออกในใจ นี่เขาไปเจอเพื่อนที่ทุกข์คล้ายกันอย่างนั้นหรือ แต่ก็ไม่เห็นเคยเจอเขาที่โรงพยาบาลจิตประสาทซันไชน์เลยนะ
แน่นอนว่าโจวเย่ไม่มีอาการทางจิตประสาทอะไร แต่อาศัยความทรงจำระดับผู้แสวงธรรม เนื้อหาที่สอนในคาบพวกนี้เขาจำได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ แล้ว ไม่จำเป็นต้องฟังเลย
ต่อให้ให้โจวเย่ไปสอบเอ็นทรานซ์ตอนนี้ สอบเข้ามหาวิทยาลัยระดับต้น ๆ ของต้าเซี่ย ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด
สู้ใช้เวลาพวกนี้มาฝึกฝน เสริมสร้างจุดพลังของตนเสียยังจะดีกว่า
ท่าทางของเขา ก็เป็นหนึ่งในท่าฝึกจุดพลัง ซึ่งมาจากคำสอนของอาจารย์ปฐมศิษย์จากอีกฟากของคำสั่งจันทราสามดวง
แน่นอนว่า เพื่ออธิบายโลกทัศน์ (ยัดน้ำ) สักเล็กน้อย ยังไงก็ต้องว่ากันซักหน่อย
โดยรวมแล้ว โลกทั้งใบในตอนนี้เหลือเพียงต้าเซี่ยประเทศเดียว
เดิมทีดาวดวงนี้มีเจ็ดทวีปแปดมหาสมุทร หลายร้อยประเทศ แต่เมื่อวันที่เก้ามีนาคมเมื่อร้อยปีก่อน ประเทศและเขตแดนทั้งหมดนอกจากต้าเซี่ย ถูกหมอกที่โผล่มาแบบกะทันหันกลืนกิน
ส่วนต้าเซี่ยกลับปลอดภัยดี ซึ่งก่อให้เกิดความตื่นตระหนกอย่างใหญ่หลวงและกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในต้าเซี่ย
แน่นอน นี่คือสิ่งที่เปิดเผยต่อผู้คนทั่วไป แต่สถานการณ์จริงนั้นมีเพียงคนกลุ่มน้อยที่รู้ เช่น ผู้บัญชาการใหญ่หน่วยยามราตรี หรือผู้ระดับสูงเหล่านั้น ล้วนรู้บางอย่าง
ในความเป็นจริงแล้ว หมอกนั้นเกิดจากเทพครีบประเภทที่เรียกว่า [กุญแจแห่งประตู]—โยกซอทอธ และเหตุที่ต้าเซี่ยไม่มีปัญหา เพราะเมื่อร้อยปีก่อน เหล่าทพแห่งต้าเซี่ยร่วมมือกันสละตนเอง หล่อศิลาศักดิ์สิทธิ์คุ้มภัยแผ่นดินเก้าต้นไว้ มิเช่นนั้นต้าเซี่ยคงไม่รอดพ้นจากหมอก
ส่วนประเทศอื่นนอกจากต้าเซี่ย เทพในระบบของพวกเขา ไม่เพียงไม่ปกป้องมนุษย์ แต่กลับร่วมมือกันสละมนุษย์ในแผ่นดินตัวเองเพื่อรักษาชีวิตตน ซ้ำยังตามมาด้วยการเลี้ยงมนุษย์แบบวงจรกักขังต่ออีก
สิ่งที่เกี่ยวข้องในนั้นมีมากกว่าที่คิดไว้มาก
แค่ฟังประวัติศาสตร์ก็ไม่มีประโยชน์ สู้เอาไปเพิ่มพลังดีกว่า นี่คือเหตุผลที่โจวเย่ดูเหม่อในคาบเรียน แท้จริงคือการฝึกฝน
โจวเย่ในตอนนี้ จากการถูกเปลี่ยนเป็นร่างผู้แสวงธรรมด้วยพลังที่ปลดปล่อยตอนเปิดคำสั่งจันทราสามดวง แต่เขาก็ยังสามารถใช้พลังมิติต้องห้าม เดินเส้นทางพลังจิตได้
พูดง่าย ๆ คือ เขาฝึกสองทาง
เพียงแต่เมื่อเทียบกับสายพลังมิติต้องห้ามทางจิตของโลกประหารเทพแล้ว สายอภิญญาผู้แสวงธรรมนั้นยากกว่ามาก
สายพลังมิติต้องห้าม แค่เพ่งพัฒนาแรงจิตก็พอ ส่วนสายผู้แสวงธรรมของเขา ต้องฝึกทั้งสามสายหลักคือ ร่างธรรม สมบัติธรรม ยันต์ธรรม
แน่นอน มิใช่ผู้แสวงธรรมไม่ฝึกแรงจิต เพียงแต่แรงจิต/วิญญาณของผู้แสวงธรรมถูกแบ่งสัดส่วนในสามสายหลัก ร่างธรรม สมบัติธรรม ยันต์ธรรม ไม่ได้แบ่งระดับแรงจิตโดยเฉพาะ
เขาจึงยืมระดับสายจิตจากพลังมิติต้องห้ามของประหารเทพ มาใช้กำหนดชั้นแรงจิต/วิญญาณของตน
ตอนนี้แรงจิตของโจวเย่อยู่ที่ระดับถ้วยตอนกลาง ดูเหมือนกำลังจะทะลวงสู่ตอนปลาย
และหากเทียบตามระดับของผู้แสวงธรรม เขาอยู่ในระดับอภิญญาน้อยผู้ฝึกหัด พละกำลังจริงเมื่อเทียบแล้วน่าจะประมาณระดับสระ
(การแบ่งระดับอภิญญาน้อยถึงอภิญญากลาง: เริ่มต้น-ผู้ฝึกหัด-ผู้เชี่ยวชาญ-สูงสุด (สามารถใช้พลังใกล้ขั้นสูงกว่าได้ในเวลาสั้นมากๆ))
การมาของหลินชีเย่ หมายความว่าเนื้อเรื่องได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ต่อไปศัตรูจะมาไม่หยุดยั้ง ต้องมีพลังสูงพอ ถึงจะรักษาชีวิตได้
ตอนนี้มนุษย์หน้าผีธรรมดาไม่เป็นอันตรายต่อเขาแล้ว แค่หลับตาก็ฆ่าได้สะบัด แต่จ้าวหน้าผีล่ะก็ยากจะพูดได้
เมื่อโจวเย่ข้ามมิติมาแล้ว ย่อมไม่อยากให้จ้าวผู้เฒ่าตายเหมือนในต้นฉบับที่เคยอ่าน แม้มีดมันจะเท่จริง แต่ก็เทียบไม่ได้กับชีวิตของเขา
ความคิดของโจวเย่แน่นอนคือก่อนที่เจาคงเฉิงจะฉีดยาเรียกเทพสังหาร ตนหรือร่วมกับคนอื่นฆ่าจ้าวหน้าผี แต่จะฆ่าจ้าวหน้าผีระดับคลอง ได้หรือไม่นั้นยังไม่รู้
ตอนนี้โจวเย่ ร่างธรรมแกร่งที่สุด ยันต์ธรรมรองลงมา สมบัติธรรมต่ำสุด
เพราะก่อนจะสังหารลึกเร้นระดับสูง วัสดุแถวนี้ไม่เพียงพอให้โจวเย่หลอมสมบัติธรรม เรื่องสมบัติธรรมจึงอ่อนสุด
ร่างธรรมแค่ฝึกจุดพลังก็พอ ยันต์ธรรมต้องการชาดและกระดาษยันต์ แม้ไม่ธรรมดา แต่ด้วยพลังเงินหนาก็ไม่ใช่ปัญหา
โจวเย่เกือบจะถึงขีดจำกัดผู้ฝึกหัดอภิญญาน้อยแล้ว หากยังฆ่าจ้าวหน้าผีระดับคลองไม่ได้...
ก็คงต้องใช้ไม้ตายที่มีจำนวนใช้แล้วลดลงเรื่อยๆแล้ว
มือขวาของโจวเย่ลูบที่หยกสีเหลืองใสที่ห้อยอยู่เอว ถ้าคนที่มีสายตาละเอียดถึงขั้นกล้องจุลทรรศน์ จะเห็นว่าในหยกนั้นมียันต์แดงเก้าแผ่น ด้านบนวาดมนตราซับซ้อน นี่คือไพ่ตายสูงสุดของโจวเย่ในตอนนี้
เช่นเดียวกันคือของกำนัลจากอาจารย์ปฐมศิษย์จากอีกฟากคำสั่งจันทราสามดวง ท่านใช้ปราณเอกลักษณ์ต้านการลงโทษกฎเหตุผลครั้งหนึ่ง ผ่านการเชื่อมโยงเหตุผลข้ามโลกส่งมาให้โจวเย่เป็นไพ่ตายสูงสุด
ไพ่ตายนี้จะใช้หรือไม่ ยังไม่ใช้ก่อนดีกว่า เพราะใช้แผ่นเดียวฆ่าระดับคลองก็ขาดทุนเกิน ไม่เล็งฆ่าระดับไร้ปริมาณหรือคลายน์ยังรู้สึกขาดทุนเลย
แผนหลักของเขาตอนนี้คือใช้ในศึกเทพชางหลานที่จะมาถึงในไม่ช้า นั่นต่างหากที่ยันต์เหล่านี้จะออกรงค์เต็มที่
ส่วนเรื่องไม่อยากให้เจาคงเฉิงตายเพราะฉีดยาเรียกเทพสังหาร แล้วทำให้เนื้อเรื่องต่อจากนั้นเปลี่ยนไปหรือไม่นั้น
โจวเย่แค่บอกว่า ไม่เป็นไร เขามีตรรกะของตัวเองที่จะอธิบายเรื่องนี้
ฟังดูนะ
ก่อนอื่นเรารู้ว่า เส้นเรื่องหลักของโลกประหารเทพ คือหลินชีเย่เพื่อทำให้อะซาทอธเป็นหนึ่งเดียวและฆ่ามัน จึงวนลูปบทละครครั้งแรกนับครั้งไม่ถ้วน
เพราะการมีอยู่ของอะซาทอธ โลกประหารเทพจึงแบ่งเป็นโลกแรกเริ่มครั้งแรก และโลกความฝันที่วนลูปไม่รู้กี่ครั้ง
โจวเย่ก็อยู่ในแค่สองโลกนี้
ถ้านี่คือบทละครแรกเริ่มครั้งแรก ไม่ว่าโจวเย่จะทำอะไรก็ไม่มีผล เพราะนี่คือครั้งแรก สิ่งที่เขาทำลงไปคือระดับแม่แบบ เป็นบทละครที่เขาต้องทำตามและเล่นซ้ำต่อไป
ส่วนกรณีที่สอง ตอนนี้เขาอยู่ในลูปบทละคร อันนี้ยิ่งไม่มีปัญหา เพราะในเมื่อเขาอยู่ในลูปแล้ว และอะซาทอธยังไม่ตื่น นั่นแสดงว่าเขาไม่ใช่ตัวแปร แต่เป็นคนที่ข้ามมิติมาแต่ครั้งแรกแล้ว
ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน คือรับรู้ตัวว่าพึ่งข้ามมิติมาในโลกประหารเทพ และเชื่อตามตรรกะที่เขาคิดขึ้นนี้ โจวเย่ย่อมเลือกทำแบบเดียวกัน
พูดง่าย ๆ เมื่อโจวเย่ข้ามมิติเข้ามาในโลกประหารเทพแล้ว โลกยังไม่ถล่ม อะซาทอธยังไม่ตื่น โจวเย่ก็ทำตามความคิดตนได้อย่างเต็มที่ เพราะความคิดเหล่านี้ คือบทละครที่ถูกต้อง
