บทที่ 1 ข้าคือจอหงวน?
นี่เป็นครั้งแรกที่เจียงเสี่ยวไป๋ได้รู้
ที่แท้การถีบเพียงหนึ่งที ก็สามารถส่งคนให้ปลิวไปไกลถึงสิบจั้งได้จริง!!
และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขาได้ประจักษ์ ว่าสิ่งที่เรียกว่ากระบี่สี่สิบจั้งนั้นเป็นเช่นไร!!
“ตูม!”
เสียงกระแทกดังทึบ
ร่างทั้งร่างของเจียงเสี่ยวไป๋ถูกถีบกระเด็นออกไปราวกับกระสอบขาด กระแทกเข้ากับเสาในห้องโถงอย่างแรง แผ่นหลังเสียดสีกับพื้นศิลาเขียวเกิดเป็นเสียงแสบแก้วหู
ความเจ็บปวดอย่างรุนแรง ทำให้ตาพร่ามัวเป็นสีดำอยู่หลายครั้ง
ยังไม่ทันที่เขาจะได้สูดลมหายใจ ไอเย็นเสียดแทงถึงกระดูกก็พุ่งตรงมาถึงเบื้องหน้าเสียแล้ว
เจียงเสี่ยวไป๋เงยหน้าขึ้นด้วยความยากลำบาก
วินาทีต่อมา ทั้งคนของเขาก็ชะงักงันไปทันที
กลางห้องโถงใหญ่ มีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งยืนถือกระบี่ยาวอยู่
คมกระบี่ชี้ขึ้นเล็กน้อย
ทว่าประกายดาบนั้น กลับยืดยาวยื่นออกมาราวกับเป็นสสาร
ทอดยาวจากกลางโถงใหญ่ ตรงมาจรดอยู่ตรงหน้าเขา
ท่ามกลางประกายเย็นที่พลิ้วไหว ราวกับว่าหากเคลื่อนเข้าไปอีกเพียงหนึ่งนิ้ว ก็จะสามารถผ่าเขาทั้งคนออกเป็นสองซีกได้
นี่…กำลังฝันอยู่รึ?
ในหัวของเจียงเสี่ยวไป๋เหลือเพียงความคิดเดียว
แต่ในชั่วพริบตาต่อมา ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่แล่นทั่วร่าง ก็ทำให้เขาตื่นตัวในทันที
นี่ไม่ใช่ฝันเป็นแน่!
“หรือว่า…ข้าข้ามภพมา?”
ความคิดนี้เพิ่งจะผุดขึ้น ชั่วอึดใจต่อมา ความทรงจำแปลกหน้าจำนวนมหาศาล ก็หลั่งไหลทะลักเข้าสู่สมองอย่างบ้าคลั่งดั่งกระแสน้ำ
“ตูม!”
เจียงเสี่ยวไป๋รู้สึกเพียงว่าศีรษะของตน เหมือนถูกใครบางคนทุบด้วยค้อนหนักๆ ไปทีหนึ่ง
ภาพเหตุการณ์แปลกหน้าจำนวนนับไม่ถ้วน ผุดวาบขึ้นในหัวไม่หยุดหย่อน
ครู่หนึ่งผ่านไป
เจียงเสี่ยวไป๋นั่งเหม่ออยู่บนพื้น สีหน้าทั้งหมดของเขาดูสับสนงุนงง
เขาข้ามภพมาจริงๆ
ข้ามมาสู่ราชวงศ์ที่ชื่อว่าต้าฮวา
และฐานะของเขา คือซื่อจื่อแห่งจวนตระกูลโหวพิทักษ์เหนือ
บังเอิญยิ่งกว่านั้น คือร่างเดิมของร่างนี้ มีชื่อและนามสกุลเหมือนกับเขา
ส่วนคนที่เพิ่งถีบเขากระเด็นไปเมื่อครู่ ก็คือบิดาของเขาในโลกนี้
เจิ้นเป่ยโหว เจียงจิ่งเฉิง!
ยอดฝีมือแห่งยุทธภพ ระดับเจ็ดขั้นคืนสุญตา
ในโลกนี้ มีวิชายุทธภพด้วยหรือ?
คิดถึงตรงนี้ เจียงเสี่ยวไป๋ก็อดกลืนน้ำลายลงคอไม่ได้
แต่ปัญหาคือ
ในฐานะบิดา เหตุใดจึงลงมือกับเขารุนแรงถึงเพียงนี้?
ยังไม่ทันที่เขาจะตรวจสอบความทรงจำ น้ำเสียงทุ้มต่ำและเต็มไปด้วยโทสะของเจียงจิ่งเฉิงก็ดังขึ้นตามมา: “วงศ์ตระกูลเราหลายชั่วอายุคน ผู้ใดบ้างไม่ไต่เต้าขึ้นมาจากกองภูเขาศพและทะเลเลือด?”
“พอมาถึงเจ้า กลับไม่คิดฝึกยุทธ์สร้างผลงาน ไม่คิดออกรบฆ่าศัตรู ดันไปซื้อชื่อเสียงทางอักษรเสียได้!”
“แล้วนี่ยังซื้อตำแหน่งจอหงวนอีก!!”
“นี่เจ้าคิดจะเชิดชูวงศ์ตระกูลรึ? เจ้ากำลังตบหน้าข้า ตบหน้าบรรพชนรุ่นแล้วรุ่นเล่าต่างหาก!”
หา?
ซื้อตำแหน่งจอหงวน?
จอหงวนนี่ซื้อได้ด้วยหรือ?
เขารีบตรวจสอบความทรงจำในทันใด จึงรู้ถึงสาเหตุ
ใช่แล้ว ในต้าฮวาไม่มีการสอบระดับสภา และไม่มีการสอบหน้าพระที่นั่ง ขอเพียงเป็นที่หนึ่งในการสอบขุนนาง ก็คือจอหงวน!
ส่วนเหตุใดบิดาของเขาจึงโกรธ เขาก็รู้สาเหตุแล้วเช่นกัน
ในสายตาของเจียงจิ่งเฉิง ขุนนางฝ่ายบุ๋นที่เรียกกันนั้น โดยมากก็เป็นเพียงพวกที่เอาแต่หลบในท้องพระโรง คอยแต่จะใช้ลิ้นพูดจาล่อหลอกเท่านั้น
ยามออกรบ พวกมันไม่กล้าชักกระบี่ขึ้นแนวหน้า ยามรักษาเมือง พวกมันไม่กล้าสวมเกราะขึ้นเชิงเทิน
พอยุทธการสงบ พวกมันก็จะถือคัมภีร์เซียน ขึ้นไปกล่าววาทะเลิศลอยอยู่บนท้องพระโรงทอง
ความชอบเป็นของราชสำนัก คำร่ำลือในทางร้ายตกเป็นของขุนศึก
พู่กันหนึ่งด้าม ปากหนึ่งใบ ก็สามารถลบล้างเลือดเนื้อที่เหล่าทหารชายแดนหลั่งรินมานานสิบปีได้
นอกจากนี้ จากความทรงจำ ร่างเดิมของเขายังเป็นพวกคุณชายจอมเสเพยและไร้ประโยชน์ตัวจริง
กินดื่มเที่ยวเล่น ทุกอย่างเจนจบ
แต่ถ้าพูดถึงการอ่านตำรา…
จากความทรงจำ เจ้าคนนี่แม้แต่ชื่อของตัวเอง ก็ยังเขียนไม่ใคร่จะคล่องด้วยซ้ำ
แต่ตอนนี้ คนเช่นนี้ กลับสอบได้ที่หนึ่งเป็นจอหงวน
ใครจะเชื่อ?
นี่ไม่ใช่การหลอกขุนนางทั่วราชสำนัก บัณฑิตใต้หล้า ให้เป็นเพียงคนโง่งมงายชัดๆ หรือ!
คิดถึงตรงนี้ เหงื่อเย็นก็ผุดขึ้นเต็มหน้าผากของเจียงเสี่ยวไป๋
มิน่าล่ะ บิดาของเขาถึงได้บันดาลโทสะรุนแรงถึงเพียงนี้ เพราะหากจัดการเรื่องนี้ไม่ดี เกรงว่าจะเกิดเรื่องใหญ่หลวงขึ้น!
“นายท่าน! นายท่าน!”
พลันเสียงฝีเท้าร้อนรนดังขึ้น เจียงเสี่ยวไป๋เงยหน้ามอง เห็นสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินเข้ามาอย่างรีบร้อน
นางสวมอาภรณ์เรียบง่าย ใบหน้าอ่อนโยน ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยมาดสง่างามยิ่ง
พอนางเข้ามาในโถงใหญ่ เห็นภาพเหตุการณ์นี้ สีหน้าก็เปลี่ยนไปในทันที ทั้งร่างขวางอยู่ตรงหน้าเจียงเสี่ยวไป๋: “นายท่าน ท่านมีอะไรก็ระบายใส่ข้าเถิด!”
“เสี่ยวไป๋…เสี่ยวไป๋มันยังเป็นเด็กอยู่นะเจ้าคะ!”
หา?
ได้ยินคำนี้ เจียงเสี่ยวไป๋ตะลึงไปชั่วขณะ จากนั้นมุมปากก็อดกระตุกไม่ได้
แต่ไม่นานเขาก็เข้าใจสาเหตุ
เพราะคนตรงหน้า ก็คือมารดาของเขา เสิ่นอวิ๋นนั่นเอง
เจียงจิ่งเฉิงมองเสิ่นอวิ๋นที่ยืนขวางอยู่ข้างหน้า สีหน้าดำมืด ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายเก็บกระบี่ยาวคืน แต่แววโกรธาบนใบหน้ากลับมิได้ลดน้อยลงเลยสักนิด
“เด็ก?”
เจียงจิ่งเฉิงหัวเราะเย็น: “นิสัยอย่างนี้ ก็เพราะถูกเจ้าตามใจเสียจนเคยตัวน่ะสิ!”
พูดพลาง สายตาของเจียงจิ่งเฉิงก็ตกลงมาบนร่างเจียงเสี่ยวไป๋อีกครั้ง โทสะพลุ่งพล่านขึ้นมาอีก: “ใครบ้างไม่รู้ว่าเจียงจิ่งเฉิงข้า เกลียดขุนนางฝ่ายบุ๋นที่สุด!”
“ผลลัพธ์…ไอ้ลูกทรพีนี่สอบเข้ารับราชการ ลอบไปซื้อตำแหน่งจอหงวนมา เจ้าว่ามันน่าโมโหหรือไม่ แล้วนี่จะให้หน้าตาของข้าไปไว้ที่ไหน!”
“นายท่านออกจะคร่ำครึนัก!”
เสิ่นอวิ๋นได้ยินดังนั้น ก็อดพึมพำขึ้นไม่ได้: “ลูกชายของเรา นี่มันคิดจะให้นายท่านประหลาดใจต่างหาก!”
“ข้าคร่ำครึ? ยังประหลาดใจอีก? ข้าว่าเจ้าต่างหากที่โง่เง่าเต่าตุ่น!”
เจียงจิ่งเฉิงโกรธ: “เรื่องหน้าตา ข้ายังจะพักไว้ก่อนก็ได้ แต่…แต่ใครจะไม่รู้บ้างว่าลูกชายเราเก่งกาจสักกี่มากน้อย?”
“ถึงวันปิดประกาศผลสอบ หากมีใครแม้แต่คนเดียวตั้งข้อกังขา นั่นก็จะเป็นหลักฐานมัดตัวคดีโกงตำแหน่งราชการ!”
“นี่มิใช่แค่การหลอกลวงเบื้องพระพักตร์ แต่ยังเป็นการบอกให้ทุกคนใต้หล้ารู้ว่า จวนเจิ้นเป่ยโหวของข้าเพื่อเห็นแก่หน้า ถึงกับไม่เอาหน้าขนาดนี้แล้ว!”
“นายท่าน มันร้ายแรงถึงเพียงนั้นเชียวรึ?”
คำพูดนี้ทำเอาสีหน้าของเสิ่นอวิ๋นเปลี่ยนไปเล็กน้อยเช่นกัน
“ไร้สาระ!”
เจียงจิ่งเฉิงเอ่ยอย่างเย็นชา: “การซื้อตำแหน่งก็เป็นโทษหนักอยู่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงจอหงวน!”
“นายท่าน เช่นนั้นท่านก็ช่วยคิดหาวิธีเถิด!”
เสิ่นอวิ๋นพลันตื่นตระหนกขึ้นมา: “พวกเราตอนนี้ก็เหลือลูกชายคนเดียวเท่านั้นนี้ หากเขาเกิดเป็นอะไรไป ข้าก็จะไม่ขออยู่ต่อแล้ว!”
“ตระกูลเจียงพวกเจ้า ก็จะสิ้นสุดสายโลหิตอย่างสมบูรณ์เสียที!”
“เจ้า…”
เจียงจิ่งเฉิงมองเสิ่นอวิ๋นที่ร่ำไห้ไม่หยุด กำหมัดแน่นจนดังกร็อบ
ยามนี้ เจียงเสี่ยวไป๋ที่รู้สาเหตุที่เสิ่นอวิ๋นพูดเช่นนั้น ก็เข้าใจขึ้นมาด้วยความทรงจำ
เพราะก่อนหน้านี้ เขายังเคยมีพี่ชายอีกสองคน
แต่พี่ชายทั้งสองของเขา ต่างสิ้นชีพในสนามรบไปเสียแล้ว หากเขาต้องเป็นอะไรไป ตระกูลเจียงก็จะสิ้นสุดสายโลหิตอย่างสิ้นเชิงจริงๆ
แต่เรื่องการซื้อตำแหน่งขุนนางนี้…ดูเหมือนจะไม่ง่ายดายปานนั้น
จากความทรงจำ การสอบขุนนางครั้งนี้เป็นฝ่ายเสนาบดีกรมพิธีการ หนึ่งในหัวหน้าผู้ควบคุมการสอบ เป็นฝ่ายเข้ามาติดต่อร่างเดิมของเขาด้วยตัวเอง
อีกฝ่ายคอยยั่วยุเสี้ยมสอนไม่หยุด บอกว่าหากเขาสามารถได้ตำแหน่งจอหงวน สถานะของตระกูลเจียงในราชสำนักจะยิ่งมั่นคงหนักแน่นขึ้นอีก
ส่วนตัวเขาเอง จากไอ้คุณชายเสเพยไร้ค่าที่ถูกผู้คนตราหน้า ก็จะกลายเป็นบุตรสวรรค์ที่โดดเด่น เป็นที่เคารพยำเกรงของคนนับหมื่น ๆ
ภายใต้การชี้นำไม่หยุดหย่อนของอีกฝ่าย ร่างเดิมของเขา…ก็เชื่อเข้าจริงๆ
เรื่องราวหลังจากนั้น ก็ราบรื่นจนเกินพอดี หาข้อสอบ สอบแทน แทบจะไม่มีอุปสรรคใดๆ เลยตลอดเส้นทาง
บัดนี้ลองคิดดูอย่างละเอียด ทั้งหมดนี้ กลับยิ่งดูเหมือนว่ามีใครสักคนวางกับดักรอไว้นานแล้ว
ถึงวันปิดประกาศผลสอบ ป้ายรายชื่อก็คือหลักฐานมัดตัวแน่นหนา
ถึงเวลานั้น ไม่ใช่แค่ตัวเขา เกรงว่าจวนเจิ้นเป่ยโหวทั้งจวน จะต้องถูกดึงลงน้ำไปด้วย
แต่ปัญหาก็คือ ในฐานะเสนาบดีกรมพิธีการผู้เป็นหัวหน้าคุมสอบ เหตุใดต้องทำเช่นนี้?
เจียงเสี่ยวไป๋ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
ในสมองก็ผุดความเป็นไปได้อย่างหนึ่งขึ้นมาเลือนราง
จวนโหวตระกูลเจียงของพวกเขากุมอำนาจทางทหารทั่วทั้งเหนือ ในราชสำนักมีฐานะสูงส่งยิ่ง
หากตระกูลเจียงเกิดเรื่อง…ใครมีโอกาสได้ประโยชน์สูงสุด?
หรือว่า…จะเป็นฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน?
ความคิดนี้เพิ่งจะผุดขึ้น เจียงเสี่ยวไป๋ก็อดที่จะตัวสั่นสะท้านไม่ได้
แต่ไม่นานนัก เขาก็กดข้อสันนิษฐานนี้ลงไป
ใช่แล้ว เรื่องในท้องพระโรงนั้นซับซ้อนเป็นทุนเดิม เรื่องนี้เบื้องหลังอาจจะมีคนอื่นผลักดันอยู่ก็เป็นได้
แต่กระนั้น หากต้องการจะคลี่คลายวิกฤตครั้งนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขานัก
ชาติก่อนของเขาอย่างไรเสียก็เป็นดอกเตอร์สายอักษรศาสตร์ แค่ทำให้ตำแหน่งจอหงวนนี้เป็นของจริงก็พอ!
แต่…ปัญหาก็คือ ตระกูลเจียงของพวกเขาผูกขาดอำนาจทางทหารมหาศาลอยู่แล้ว หากต้องมีจอหงวนฝ่ายบุ๋นเพิ่มขึ้นมาจริงๆ ครั้งนี้แม้จะไม่ใช่แผนการของฝ่าบาท
ฝ่าบาท ก็เกรงว่าจะทนเขาไว้มิได้เช่นกัน
ขณะที่สีหน้าของเขากำลังเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้มเล็กน้อย ก็เห็นเจียงจิ่งเฉิงถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง: “เฮ้อ วิธีเดียวในตอนนี้ เกรงว่าคงมีเพียงหนทางเดียวที่จะพอใช้ได้…”
เจียงเสี่ยวไป๋ที่อยู่ข้างๆ เงยหน้าขึ้น พลันมีชีวิตชีวา: “โอ้วโห ก่อกบฏรึ?”