แก้มของเจิ้งซือหยวนแสบร้อนเจ็บปวด ภาพลักษณ์ผู้ทรงความรู้และสุขุมภูมิฐานที่เขาเสแสร้งรักษามาตลอดพังทลายไม่เหลือชิ้นดี
เขาใช้มือทั้งสองข้างยึดกรอบประตูแน่น สีหน้าบิดเบี้ยวจนน่าดูชม แววตาเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่เฉินอวี้หลานทำ
“เฉินอวี้หลาน เธอกล้าตบฉันเหรอ? ยังกล้าไล่ฉันอีก?”
ทั้งคู่ต่างก็อายุห้าสิบกว่า เฉินอวี้หลานกลับดูแก่กว่าคนวัยเดียวกันเกินสิบปี ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอย ผมขาวโพลน มองดูคล้ายหญิงชราวัยหกสิบแปดหกสิบเก้า
หากขาดเขาไป ชั่วชีวิตนี้ก็จะไม่มีใครต้องการเธอ เธอจะต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวจนแก่ตาย!
แทนที่จะคิดหาทางรั้งเขาไว้ข้างกาย เธอกลับกล้าไล่เขาไปอย่างนั้นหรือ?
เขาทำหน้าขรึม ก้มลงจ้องเฉินอวี้หลานอย่างโกรธเกรี้ยว
“เธอคิดให้ดีนะ ถ้าขาดฉันไป เธอก็ไม่เหลืออะไร ฉันออกจากบ้านนี้ไปแล้ว จะไม่มีวันกลับมาอีก!”
พูดจบ เจิ้งซือหยวนก็ขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม
ทั้งที่เขาเกลียดเฉินอวี้หลานจนแทบไม่อยากเห็นหน้าอีก แต่พอเธอจะไล่เขาออกจากบ้านจริง ๆ กลับรู้สึกไม่ยินยอมอยู่ลึก ๆ
ก่อนยื่นเอกสารหย่าร้างให้เฉินอวี้หลาน เขาเคยนึกภาพเหตุการณ์ไว้มากมาย
เขาคิดว่าเฉินอวี้หลานจะร้องไห้ฟูมฟาย ไม่อยากให้เขาจากไป คิดว่าเธอจะร้องไห้โวยวายตามตอแยไม่ยอมปล่อย กระทั่งคิดว่าเธอจะขู่เอาชีวิต ร้องไห้อ้อนวอนให้เขาอยู่เพื่อลูก ๆ
แต่สิ่งที่เขาไม่เคยคิดถึงเลย คือเฉินอวี้หลานจะทำเหมือนตอนนี้
ไม่เอาลูกชาย ไม่เอาลูกสาว แม้แต่เขา เธอก็ไม่เอาอย่างเด็ดขาด
มือที่จับประตูของเขาออกแรงขึ้นเล็กน้อย “เฉินอวี้หลาน คิดให้ดีนะ ถ้าวันนี้ฉันก้าวออกจากประตูนี้ไป ต่อจากนี้เราก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกันอีกแล้ว”
ประตูกันขโมยกำลังจะถูกเจิ้งซือหยวนผลักเปิดออกทีละน้อย
