หลังจากกินอาหารกลางวันเสร็จ หลิ่วซื่อเยว่ก็พาเด็กไปนอนกลางวัน ผู้อื่นต่างก็ทำสิ่งใดตามภาระของตน
หลิ่วซื่อเยว่หลับสนิท ราวกับได้ยินใครบางคนเรียกพี่รอง คิดว่าหูแว่ว จึงพลิกกายพลางนอนต่อ
หลิ่วหยูอวิ๋นเห็นหลิ่วปาเยว่ยืนอยู่หน้าประตู นางมีท่าทีน่าสงสาร ในใจก็อดเห็นใจมิได้ รู้ดีว่าหากไม่ให้นางพบหน้าสักครั้ง นางย่อมไม่ยอมเลิกรา จึงให้นางรออยู่ด้านนอก แล้วตนเข้าไปเรียกคน
นางเคาะประตูห้อง พลางเรียกเบาๆว่า “ซื่อเยว่~ซื่อเยว่~”
หลิ่วซื่อเยว่ขานรับ “พี่สาวร่วมสกุล ข้ามาแล้ว” นางเปิดประตู “ถึงเวลากินข้าวเย็นแล้วหรือ?”
“อะไรคือข้าวเย็น เจ้าคงหลับเลอะเลือนแล้ว น้องสาวของเจ้าปาเยว่มาหาเจ้า”
“ปาเยว่มาหรือ นางอยู่ที่ใด?”
“ก็อยู่หน้าประตูลานบ้าน ข้ามิได้ให้นางเข้ามา”
“ดีแล้ว ข้าจะออกไปดู”
หลิ่วซื่อเยว่ออกไปนอกประตูลาน ก็เห็นหลิ่วปาเยว่ยืนอยู่หน้าประตู ครั้นเจ้าของร่างเดิมออกจากบ้านไป นางยังเล็กอยู่ บัดนี้รูปโฉมของนางต่อความทรงจำก็เลือนรางไปแล้ว สำหรับหลิ่วซื่อเยว่ในตอนนี้ยิ่งไม่มีเยื่อใยใดๆ
นางเห็นหลิ่วปาเยว่แล้วก็มิได้เอ่ยวาจา กลับค้นหาความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม เจ้าของร่างเดิมและพี่สาวใหญ่เคยดีต่อน้องสาวคนนี้ยิ่งนัก
หลิ่วซื่อเยว่ครุ่นถึงชื่อของพี่น้องทั้งหลาย ชื่อของนางช่างเย้ยหยันยิ่ง พี่สาวใหญ่เป็นหลานสาวคนแรกของบ้าน เกิดในเดือนหนึ่ง คนในบ้านจึงตั้งชื่อว่า อีเยว่ ส่วนเจ้าของร่างเดิมมิได้เกิดในเดือนสี่ ที่ชื่อ ซื่อเยว่ นั้น เป็นเพราะพี่สาวใหญ่ตั้งให้ในเดือนสี่
ก่อนหน้านี้คนในบ้านล้วนเรียกนางว่า ยัยเด็กไร้ค่า พี่สาวใหญ่ทุกวันเรียกนางว่า ซื่อเยว่ ทุกคนก็เรียกตาม ชื่อของปาเยว่ก็เพราะเกิดในเดือนแปด
