“พี่ใหญ่ พี่รอง พวกเจ้ากลับมาแล้ว” หลิ่วหยูซิงและหลิ่วหยูเยว่รีบวิ่งเข้าไปหา
“วันนี้อยู่บ้านเป็นเด็กดีหรือไม่ ซุกซนก่อกวนหรือเปล่า”
“พี่ใหญ่ พวกข้าดีมาก ไม่ส่งเสียงเอะอะ ยังช่วยพี่สามให้อาหารไก่กับหมูด้วย”
หลิ่วหยูอวิ๋นวางกระบุงลง นางกับน้องสาวไม่ยอมเสียเงินคนละสองอีแปะขึ้นเกวียนเทียมวัว ต่างแบกของหนักกว่าสิบชั่งเดินกลับมาตลอดทาง
หมู่บ้านสกุลหลิ่วห่างจากตัวอำเภอไม่ใกล้เลย เดินเท้าต้องใช้เวลาราวหนึ่งชั่วยามครึ่ง หลิ่วหยูอวิ๋นกับหลิ่วหยูเสวี่ยนวดคลึงหัวไหล่ที่ถูกกดจนแดง จากนั้นล้วงหยิบตังเมจากถุงออกมา “พวกเจ้าสามคน คนละก้อน ก้อนนี้ให้พี่ร่วมสกุลซื่อเยว่ ก้อนนี้ให้ท่านแม่”
“หยูอวี่ วันนี้พาเด็กไปให้นมแล้วหรือยัง”
“เด็กน้อย หลับมาตลอด ยังไม่ร้องไห้ ยังไม่ได้พาไปให้นม”
สิ่งแรกที่หลิ่วหยูอวิ๋นนึกถึงคือเด็กป่วย แม้นางจะไม่เคยคลอดบุตร แต่น้องสาวฝาแฝดทั้งคู่ก็เป็นนางเลี้ยงดูมาจนโต นางชำนาญการเลี้ยงเด็กนัก
สาวเท้าไม่กี่ก้าวก็ถึงประตูเรือน ผลักเข้าไป หลิ่วซื่อเยว่เห็นหลิ่วหยูอวิ๋นลนลานเข้ามาก็รู้ว่านางเป็นห่วงเด็ก เสียงพูดคุยเมื่อครู่ด้านนอกนางได้ยินหมดแล้ว จึงยิ้มบางให้หลิ่วหยูอวิ๋น “พี่ร่วมสกุล”
“เด็กน้อยล่ะ รีบให้ข้าดูหน่อย”
“เด็กน้อยหลับอยู่”
นางส่งเด็กให้หลิ่วหยูอวิ๋นอุ้ม พอถึงอ้อมกอดหลิ่วหยูอวิ๋น เจ้าตัวน้อยก็ตื่นขึ้นมา ร้องไห้อุแว้ๆ หลิ่วหยูอวิ๋นตรวจดูเด็กอย่างละเอียดทั่วร่าง พบว่าเด็กปกติดี ทว่าครู่เดียวก็พบว่าเด็กปัสสาวะรดตัวนาง
“หยูเสวี่ย เจ้ามานี่ พาเด็กไปให้นมก่อน ข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า”
“ซื่อเยว่ นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าได้เป็นมารดา ยังเลี้ยงเด็กไม่เป็น เด็กเล็กที่หลับตลอดหาใช่เรื่องดีไม่ พวกเขากินน้อย หิวเร็ว หากเด็กร้องไห้ไม่หยุดหรือหลับเป็นตาย อาจเป็นเพราะตรงไหนไม่สบายหรือเจ็บป่วย ต้องคอยสังเกตให้ดี”
