เย่เหวินซิ่วกับหวงชิวขุยก็ถ่มน้ำลายใส่กัน “เจ้ามาทำเป็นเสแสร้งไปใย ซื่อเยว่แม้กระทั่งมารดาผู้ให้กำเนิดยังไม่ยอมรับ เจ้าเป็นอาสะใภ้ได้อย่างไรกัน ซื่อเยว่ให้เนื้อข้ามากิน เจ้าต่างหากที่กินไม่ได้ โกรธกระทั่งสิ้นลม อิจฉาจนต้องตาย เนื้อหมูป่านั่นหอมเสียจริง กินแล้วกลิ่นอบอวลอยู่ในปาก น้ำมันเยิ้มจนริมฝีปากเป็นมัน”
นางพูดจบก็เดินจากไปอย่างลำพองใจ หวงชิวขุยโมโหจนแทบกลอกตาขึ้น “เจ้านักประจบสอพลอ ไร้ยางอายสิ้นดี!”
เย่เหวินซิ่วหันกลับมาเห็นหวงชิวขุยโกรธถึงเพียงนั้น ยังยียวนกวนประสาทด้วยการยกยิ้มที่มุมปาก หวงชิวขุยโกรธจัดจนสลบไปในที่สุด
เย่เหวินซิ่วไปบ้านของหลิ่วต้าหวั่งจริงดังว่า นางเคาะประตูอยู่หลายครั้ง พลางร้องเรียก “ซื่อเยว่ หยูอวิ๋น อยู่หรือไม่”
หลิ่วหยูอวิ๋นได้ยินเสียงนี้ รู้ว่าเป็นเย่เหวินซิ่ว “ท่านพี่ ร้องเรียกผู้ใดนั่น”
“อาสะใภ้เหวินซิ่ว ภรรยาของลุงโหย่วเถียนน่ะ” หลิ่วซื่อเยว่ตอบ
หลิ่วซื่อเยว่เข้าใจในทันที นางไม่คุ้นเคยกับคนในหมู่บ้าน ยังฟังไม่ออกว่าใครเป็นใคร หลิ่วหยูอวิ๋นเปิดประตูก็เห็นเย่เหวินซิ่วผมเผ้ากระเซอะกระเซิง เสื้อผ้ายับยู่ยี่ จึงรีบเชิญคนเข้ามา “อาสะใภ้ เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ เกิดเรื่องอันใดขึ้น เส้นผมและเสื้อผ้าของท่าน...”
เย่เหวินซิ่วถึงได้นึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่ตนต่อสู้กับหวงชิวขุย ผมถูกดึงจนยุ่งเหยิง มัวแต่ทะเลาะกันจึงลืมจัดให้เรียบร้อย นางยิ้มเขิน ๆ “ไม่มีอันใด แค่ต่อสู้กันครั้งหนึ่ง”
ทุกคนในบ้านพากันตกตะลึง ฮูหยินรองหลิ่วเอ่ยว่า “เหวินซิ่ว โหย่วเถียนทำร้ายเจ้าใช่หรือไม่ นางทำกับเจ้าเช่นนี้ได้อย่างไร วันนี้เจ้าอยู่ที่นี่ก่อนเถิด หากนางไม่มารับเจ้า เจ้าก็อย่าเพิ่งกลับ”
