บทที่ 1 ล่วงรู้ความสัมพันธ์ต้องห้าม
“อ๊ะ~” เสียงกรีดร้องดังทะลุท้องฟ้า!
หลิ่วซื่อเยว่หิ้วตะกร้ากลับจากท้องนา กลับเห็นพี่สะใภ้ของตนนั่งอยู่บนตักของสามี ทั้งสองคลอเคลียกันอย่างสนิทสนม น่าหวาดหวั่นจนตะกร้าในมือหล่นลงพื้น “ตุบ” เสียงดังสะดุ้งทำให้คนทั้งสองในเรือนต้องตกใจ
นางคิดจะเร่งรุดหนีไปให้ไกล ไม่อยากให้ใครรู้ว่าตนเห็น ทว่าจู่ๆ ท้องพลันบิดเจ็บ นางรู้แก่ใจดีว่าตนถูกกระทบจนเด็กในครรภ์ดิ้นผิดปกติ เกรงว่าคงจะคลอดก่อนกำหนดเป็นแน่
หลิ่วซื่อเยว่เจ็บจนเหงื่อกาฬแตกเต็มหน้าผาก นางค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น
คนทั้งสองยืนอยู่ตรงประตูบ้าน ท่าทีเฉยเมยและแววตาน่าหวาดกลัวของลู่หยุนโจว ทำให้หลิ่วซื่อเยว่รู้สึกเย็นเยียบไปทั่วร่าง แววตาของเขาเปล่งประกายแห่งความตาย
นางล่วงรู้ความสัมพันธ์ต้องห้ามของพวกเขา หรือเขาคิดจะลงมือสังหารปกปิดความจริง หมายจะปลิดชีวิตทั้งแม่ทั้งลูกสองคน นางหวาดกลัวยิ่งนัก
“สามี ข้าคงจะคลอดแล้ว เร็วเข้า ตามหมอตำแย ไปเชิญหมอมา”
ลู่หยุนโจวและพี่สะใภ้ยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ หลิ่วซื่อเยว่เสียงสั่นเทา ยื่นมือขอความช่วยเหลือ “ขอพวกเจ้าทีเถิด ช่วยข้ากับลูกด้วย พี่สะใภ้ สามี เมื่อครู่ข้ามิเห็นสิ่งใดทั้งสิ้น ข้าจะไม่เอ่ยถึงให้ใครล่วงรู้ ข้าขอสาบานโดยใช้ตัวข้าและเด็กในครรภ์เป็นสัตย์”
หลิ่วซื่อเยว่หวังจะเรียกคืนสติเพียงเสี้ยวของคุณธรรมสามีให้กลับมา ช่วยนางและลูกทีเถิด
ลู่หยุนโจวและพี่สะใภ้สบตากันคราหนึ่ง รีบเร่งพยุงคนเข้าไปในเรือน วางลงบนเตียง “พี่สะใภ้ เร่งไปที่ต้นหมู่บ้านเชิญหมอตำแยมา ข้าจะไปตามหาแม่ที่ท้องนา”
ครั้นออกจากเรือน ลู่หยุนโจวแวะบ้านเพื่อนบ้าน ขอให้ป้าเพื่อนบ้านช่วยเฝ้าดูหลิ่วซื่อเยว่เอาไว้
เขาขอให้หมอประจำหมู่บ้านไปดูก่อน แล้วเร่งรุดไปที่ท้องนา ณ ระหว่างทางพบปะชาวบ้านที่กำลังไปทุ่งนา จึงรีบเร่งขอให้พวกเขาช่วยนำคำบอกกล่าวไปแจ้ง家里人 ให้ทราบว่า หลิ่วซื่อเยว่พลัดพลั้งล้มลงโดยไม่ระมัดระวัง เกรงว่าจะคลอดแล้ว
หมอตำแยมาถึงบ้านสกุลลู่ก่อนเป็นคนแรก เห็นหลิ่วซื่อเยว่นอนอยู่บนเตียง หมดสติไปแล้ว จึงลองเอาจมูกเข้าไปใกล้ เห็นว่ายังมีลมหายใจอยู่
ป้าบ้านใกล้เรือนเคียงเอ่ยเร่งว่า “น้าหวังเจ้าขา สกุลหลิ่วคนนี้นางเจ็บจนสลบไปแล้ว จะทำเช่นไรดี?”
นางหวังหมอตำแยเองก็ไม่รู้จะทำประการใด นางเป็นเพียงหมอตำแย มิใช่หมอ นางกลัวว่าชีวิตจะดับสิ้น หมายจะหลบลี้หนีไป แต่เมื่อสาวเท้าออกพ้นประตูเรือน หมอประจำหมู่บ้านก็ตามมาแล้ว นางจึงเร่งรีบพาคนเข้าไป
หมอตรวจดูสภาพสตรีมีครรภ์ ทรุดหนักนัก รีบเร่งฝังเข็ม ปลุกให้คนฟื้นก่อน จากนั้นค่อยรักษาต่อ
หมอตำแยได้ฟังคำ รีบบอกให้บุตรสะใภ้ใหญ่แห่งสกุลลู่ไปต้มน้ำเดือด ส่วนนางคอยช่วยหมออยู่ใกล้ๆ “หมอหยาง สกุลหลิ่วเป็นเช่นไรบ้าง?”
“อีกไม่นานก็ฟื้นแล้ว แต่ร่างกายอิดโรย อ่อนแรงนัก อีกทั้งครรภ์ยังมาเร็ว อยากให้ทั้งแม่ทั้งลูกปลอดภัย เกรงว่าคงไม่ง่ายเลย”
ตามที่หมอว่าไว้จริง หลิ่วซื่อเยว่ฟื้นแล้ว หากแต่สภาพยังย่ำแย่ยิ่ง หมอหยางกำชับหมอตำแยว่า “ข้าจะใช้โสมแผ่นให้นาง เพื่อยกจิตชูพลัง ต่อจากนี้มอบให้เจ้าจัดการ”
หมอตำแยรู้สึกดั่งข้าศึกใหญ่ เคร่งเครียดเสมือนภาระที่แบกรับหนักพันชั่ง นางปิดประตูเรือน “สกุลหลิ่ว เจ้าอยากรักษาตนเองกับชีวิตบุตร ก็จงทำตามที่ข้าเอ่ย”
หมอตำแยตรวจคราหนึ่ง ปรากฏว่าปากมดลูกเปิดได้เจ็ดส่วนแล้ว รออีกสักครู่ก็คลอดได้
ความเจ็บระทมดุจคลื่นทยอยถั่งโถมเข้าใส่ ทำให้หลิ่วซื่อเยว่ร้องครวญโหยหวน หมอตำแยบอกให้นางอย่าร่ำร้อง ให้สงวนแรงไว้ หากหมดกำลังสิ้นแล้ว จะคลอดออกมาได้อย่างไร
ล่วงไปอีกสองเค่อ ปากมดลูกเปิดหมดแล้ว “สูดเข้า ผ่อนออก ออกแรง!” หมอตำแยกำชับ
สืบเนื่องหลายครั้ง หลิ่วซื่อเยว่หมดสิ้นเรี่ยวแรง คิดเพียงอยากหลับตาลงนอน
“สกุลหลิ่ว เจ้าอย่าได้หลับเด็ดขาด เจ้าไม่คิดถึงบุตรแล้วหรือ? เห็นศีรษะทารกโผล่แล้ว ฟังคำข้า สูดเข้า ผ่อนออก ออกแรง!”
ท่ามกลางเสียงโหยหวนด้วยพลังสิ้นสุดของหลิ่วซื่อเยว่ คนก็สลบไสลไม่รู้สึกตัว เด็กทารกหญิงคนหนึ่งคลอดออกมา เสียงละเมอเยี่ยงลูกแมวร้อง
หมอตำแยเร่งรีบเก็บกวาดเด็กให้เรียบร้อย แล้วช่วยเก็บกวาดหลิ่วซื่อเยว่ จากนั้นเปิดประตูอุ้มเด็กออกมา เอ่ยกับหมอหยางทันใดว่า “หมอหยาง ไปตรวจดูสกุลหลิ่วทีเถิด”
หมอตำแยจึงเดินดุ่มไปหาลู่หยุนโจวกับหลิวผอจื่อแม่ของเขา “ขอแสดงความยินดีด้วย! ตระกูลลู่ได้หลานสาวเพิ่ม บุตรอ่อนแอนัก ต้องทะนุถนอมเลี้ยงดูให้ดี”
นางเห็นแววตาหลิวผอจื่อที่เปี่ยมด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ จึงส่งเด็กให้ลู่หยุนโจวอุ้ม เอ่ยเน้นย้ำว่า “ท่านลู่ถงเซิง นี่คือบุตรีคนแรกของเจ้า
ส่วนค่าตอบแทนการคลอดนั้น รอสองวันค่อยให้ข้าเถิด”
ครานั้นหมอหยางเดินออกมาจากเรือนข้างใน สตรีมีครรภ์มิได้ตกเลือด รอดตายจากประตูผีมาได้อย่างหวุดหวิด
“สกุลหลิ่วเสียหลักเสียเรี่ยวแรงในคราคลอด ต้องบำรุงรักษากายให้ดี ค่ารักษาและค่ายารวมเป็น 2 ตำลึงเงิน เจ้าจ่ายวันหลังก็ได้ ตอนนี้ให้คนไปนำยาสองชุดมากับข้า จะปรุงปรับให้สักสองสามวัน ให้สตรีคลอดบุตรได้ค่อยบรรเทาตัวขึ้น”
หลิวผอจื่อพลันไม่ยินยอม “คลอดตัวดูดทรัพย์ออกมา จะกินยาอะไรอีก มีแต่ร่างนางหรือของวิเศษเล่า? ว่าแต่ค่ารักษาค่ายาเหตุใดจึงแพงเช่นนี้? คงจะหลอกต้มเราแล้วกระมัง!”
หมอหยางฉับพลันโกรธเคือง สีหน้าถลาจม “ท่านหลิว คำพูดอย่างนี้ได้อย่างไร พวกเราล้วนเป็นคนบ้านใกล้เรือนเคียงกัน ข้าจะเสียเวลาโกงเงินกระจ้อยร่อยของท่านหรือ?
บุตรสะใภ้ของท่านเมื่อครู่เพิ่งตกอยู่ในอันตราย สิ้นแรงคลอดบุตร ข้าใช้โสมแผ่นต่อชีวิตชูแรงให้กับนางแล้ว
ท่านไม่อยากให้ไปจ่ายยาก็ช่างเถิด รักษาและค่าโสมให้ข้า 1 ตำลึง 5 สลึงเงิน”
ลู่หยุนโจวเร่งเอ่ยขึ้นว่า “หมอหยาง ท่านเชิญกลับก่อนเถิด พรุ่งนี้ข้าจะนำเงินไปส่งถึงเรือนของท่าน” หมอหยางสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป
ลู่หยุนโจวอุ้มเด็กไว้ในอ้อมกอด ไม่รู้จะทำประการใด มองดูแม่ของเขา หลิวผอจื่อหน้าดำทะมึน หันหลังเดินจากไป
เขาหันมองพี่สะใภ้ “พี่สะใภ้ ช่วยดูแลเด็กกับสกุลหลิ่วหน่อยเถิด อย่างไรเสียก็เป็นสองชีวิต”
โจวเซียงซิ่งรับเด็กมาอุ้ม เข้าไปในเรือนดูหลิ่วซื่อเยว่ นางวางเด็กไว้ข้างๆ หลิ่วซื่อเยว่ อาจเป็นเพราะสายใยแม่ลูก หลิ่วซื่อเยว่พลันลืมตาขึ้น
นางมองโจวเซียงซิ่ง เอ่ยว่า “พี่สะใภ้” โจวเซียงซิ่งผงกศีรษะให้ “เจ้าได้บุตรหญิง ข้าวางเด็กไว้ข้างเจ้าแล้ว จะไปหาของกินให้เจ้าเดี๋ยวนี้”
โจวเซียงซิ่งรู้ว่า เมื่อหลิ่วซื่อเยว่คลอดเด็กออกมาแล้ว ก็เป็นอันกำหนดจุดจบของนางไว้ ถูกครอบครัวสามีขับไล่ไสส่ง
ลู่หยุนโจวมาที่เรือนหลิวผอจื่อ “ท่านแม่ ท่านอย่าได้พิโรธเลย อย่างไรเสียก็เป็นสองชีวิต ในเมื่อแม่ลูกทะลวงรอดจากประตูผีได้ ก็เป็นวาสนาของพวกนาง
เช่นกับที่แม่เคยว่าไว้ หากคลอดเป็นชาย ก็เก็บเด็กไว้ ส่วนสกุลหลิ่วหย่าเสีย หากเป็นหญิง ก็ให้ขับไล่คนทั้งสองโดยตรง
แต่นางเพิ่งคลอดเสร็จ คลอดก่อนกำหนด แม่ลูกทั้งสองร่างอิดโรยอ่อนแอนัก หากขับไล่ในเวลานี้ จะมีคนนินทาว่าร้ายเอาได้ สู้ให้อยู่เพิ่มสักสองสามวัน ให้ทั้งสองพักฟื้นกายขึ้นเสียหน่อย ค่อยให้จากไป มิใช่เพื่อสิ่งอื่นใด แต่เพื่อบุญกุศลของตัวลูกเอง
ที่อาการป่วยของลูกหายดีได้ ล้วนเป็นคุณูปการของสกุลหลิ่วที่มิอาจมองข้าม”
“ดีแล้ว แผนการของลูกข้ารอบคอบนัก รอให้ผ่านไปสักหลายวันค่อยไล่นางออกไป เกรงว่าหากเจ้าสอบได้ตำแหน่งซิ่วไฉยศในภายภาคหน้า แล้วอยากจะขับไล่นางอีก คงไม่ง่ายดายเช่นนี้ หากทำเช่นนั้นจริง ภายนอกจะว่ากล่าวได้ว่า เจ้าสอบซิ่วไฉติดกลับรังเกียจภรรยาทุกข์ยาก ส่งผลต่อชื่อเสียงของเจ้า
ลูกของข้าคือจอมปัญญาจุติเทพในโลกา ต่อไปเบื้องหน้ารุ่งโรจน์ไร้ขอบเขต คนที่จะสมสู่ด้วยคือธิดาสกุลขุนนาง จะเอาคนชั้นต่ำที่คลุกแต่โคลนตมมาเปรียบเทียบได้อย่างไร?”
“แล้วค่าใช้จ่ายหมอตำแยกับหมอหยางเล่า?”
“เรื่องนี้ไม่ต้องกังวล แม่จะจัดการเอง”
“บุตรขอขอบคุณท่านแม่ยิ่งนัก”
ในช่วงห้าวันมานี้ ล้วนเป็นโจวเซียงซิ่งที่คอยปรนนิบัติดูแลแม่ลูกทั้งสอง หลิ่วซื่อเยว่ในใจมิอาจคาดเดาได้ว่าเป็นรสชาติเช่นไร นางแม่ผัวและสามีไม่เคยแวะมาดูบุตรเลยสักครั้ง ใจนางเย็นเยียบ
ห้าวันผ่านไป ร่างกายหลิ่วซื่อเยว่ค่อยดีขึ้นตามลำดับ สามารถเดินเหินได้แล้ว หลิวผอจื่อไม่ยอมให้โจวเซียงซิ่งปรนนิบัตินางอีก
เพราะหลิ่วซื่อเยว่ไร้น้ำนม เด็กหิวดั่งลูกแมวร้องไห้ครวญ เสียงแผ่วเบายิ่ง
หลิ่วซื่อเยว่เองยังเหมือนเด็กผู้หนึ่ง ไม่รู้เรื่องอันใด ใจหวาดกลัวเป็นที่สุด นางกลัวว่าจะเลี้ยงดูเด็กไม่รอด นางรู้ว่าหมู่บ้านมีสตรีที่คลอดบุตรแล้ว จึงอุ้มเด็กไปขอร้องให้ผู้อื่นได้ปันน้ำนมให้เด็กสักอึกหนึ่ง