เมื่อมองเด็กน้อยในอ้อมแขน ฉู่ซวงซวงก็หลั่งน้ำตา “พูดไปพูดมา ก็รังเกียจว่าเด็กเป็นผู้เกิดจากมารดารอง รังเกียจว่านางเป็นเด็กหญิงมิใช่หรือ”
“อีกอย่าง ชะตาของหม่อมฉันก็ไม่ดี ตัวเองต่ำต้อย ยังพาให้ลูกต้องต่ำต้อยไปด้วย แม้แต่งานครบหนึ่งเดือนสักงานก็ยังจัดไม่ได้”
“เรื่องเช่นนี้ยังถูกยกเลิกได้ แล้วต่อไปฐานะของลูกในเรือนจะเป็นเช่นไร บิดาไม่รัก ย่าไม่เอ็นดู หากรู้เช่นนี้แต่แรก ไยต้องให้นางเกิดมาบนโลกนี้ด้วย”
หลู่ยวนโจวฟังแล้วรู้สึกเจ็บปวด “นางเป็นลูกของเจ้า ก็เป็นลูกของข้าด้วย ความรักที่ข้ามีให้นางมิได้น้อยไปกว่าเจ้า ไยต้องพูดจาทำร้ายจิตใจข้าเช่นนี้”
“เอาเช่นนี้เถิด ทำตามที่ข้าว่า เลื่อนงานออกไปสักสองสามวัน”
“เลื่อนหรือ” ฉู่ซวงซวงไม่ยินยอม “เลื่อนไปแล้วจะยังเรียกว่างานครบหนึ่งเดือนได้อย่างไร”
“พูดไปพูดมาก็ยังจะให้หม่อมฉันเป็นฝ่ายถอย ท่านเคยบอกว่าจะดูแลหม่อมฉันไปตลอดชีวิต แต่เพิ่งมีเรื่องนิดหน่อย ก็ให้แม่ลูกอย่างพวกเราต้องกล้ำกลืนความน้อยใจ ต่อไปจะใช้ชีวิตกันอย่างไร”
การยอมถอยมีครั้งแรกก็ย่อมมีครั้งที่สอง นี่คือการปะทะกันครั้งแรกระหว่างแม่ลูกกับฮูหยินเอก ไม่ว่าอย่างไรฉู่ซวงซวงก็ไม่มีวันยอมถอย
มิใช่เพื่อตนเองเท่านั้น แต่เพื่อลูกสาวด้วย นางต้องพิสูจน์ว่าตนมีความสำคัญเพียงใดในใจหลู่ยวนโจว ปกป้องฐานะของลูกสาวในเรือนนี้ มิให้ผู้ใดสั่นคลอนได้
ฉู่ซวงซวงกอดลูกไว้พลางสะอึกสะอื้น เด็กน้อยก็ร้องตาม “ดูสิ แม้แต่เด็กยังรู้สึกน้อยใจ หากนางรับรู้ได้ คงเสียใจที่มาเกิดในที่แห่งนี้เป็นแน่”
“ตามใจพวกท่านเถิด ใครใช้ให้แม่ลูกอย่างพวกเราต่ำต้อยเล่า พวกท่านยืนกรานเช่นนี้ แล้วพวกเราจะทำอะไรได้ ก็ได้แต่โทษว่าตนเองมีชะตาอาภัพ”
ฉู่ซวงซวงแนบแก้มกับลูกสาว พลางร่ำไห้ตัดพ้อ “ลูกผู้น่าสงสารของแม่ แม่ขอโทษเจ้า เป็นเพราะแม่ไร้ความสามารถ มอบเกียรติยศให้เจ้าไม่ได้ ทำให้เจ้าต้องพลอยลำบากไปกับแม่”
