ฮ่องเต้เองก็พอพระทัย พระองค์ทรงครองราชย์มาหลายสิบปี ย่อมเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย ถึงเวลาที่ควรได้เสวยสุขสำราญเสียที
เมื่อพ้นจากสายตาผู้คนไปแล้ว วันหน้าจะทรงโปรดปรานพระชายาคนใดเป็นพิเศษ หรือจะทรงอยู่เคียงข้างกันทุกวันก็สุดแต่พระทัย ไม่ต้องทรงยึดติดกับธรรมเนียมขององค์ประมุข ไม่ถูกกฎเกณฑ์ผูกมัด ทั้งยังไม่ต้องฟังขุนนางเฒ่าพวกนี้พร่ำบ่นวิพากษ์วิจารณ์
เหล่าขุนนางไม่มีผู้ใดคัดค้าน ฮ่องเต้จึงมีรับสั่งให้คนร่างพระราชโองการ และกำหนดวันให้องค์รัชทายาทขึ้นครองราชย์
การขึ้นครองราชย์ของฮ่องเต้พระองค์ใหม่มีพิธีรีตองและงานต่าง ๆ มากมาย ทั้งในวังและนอกวังต่างเตรียมการกันอย่างคึกคัก
เมื่อฮูหยินแซ่เมิ่งทราบข่าวก็ตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง
“องค์รัชทายาทขึ้นครองราชย์แล้ว ลูกสาวจะได้เป็นฮองเฮาแล้ว จะได้เป็นฮองเฮาแล้ว!”
ไท่ซือเมิงเหลือบมองนาง แล้วแค่นเสียงเย็นชา “ลูกสาวยังถูกสั่งห้ามออกจากตำหนัก เจ้ายังมีแก่ใจยินดีอีกหรือ”
ทุกครั้งที่กล่าวถึงเรื่องนี้ ฮูหยินแซ่เมิ่งก็ขุ่นเคือง แต่เวลานี้สถานการณ์ไม่เหมือนเดิมแล้ว
“อย่างไรนางก็เป็นภรรยาเอกที่ถูกต้อง ตราบใดที่ยังไม่ถูกถอด ลูกสาวก็ยังเป็นพระชายาองค์รัชทายาท เมื่อองค์รัชทายาทขึ้นครองราชย์ พระชายาองค์รัชทายาทก็ย่อมได้เป็นฮองเฮา นี่คือหลักฟ้าดิน”
ดวงตาฮูหยินแซ่เมิ่งฉายประกายวาววับ “ข้ากลับคิดว่านี่เป็นโอกาสดี เดิมทีลูกสาวเพียงไม่ยอมรับผิด ก็ย่อมถือว่าไม่มีความผิด แล้วจะสั่งห้ามนางออกจากตำหนักไปตลอดเช่นนี้ได้อย่างไร อาศัยช่วงที่ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ ก็ควรพูดถึงเรื่องนี้เสียที ปล่อยลูกสาวออกมาเถิด ท่านต้องช่วยพูดแทนนางให้มาก ๆ นะ”
“คำพูดนี้ก็มีเหตุผลอยู่”
ไท่ซือเมิ่งลูบหนวด พลางพยักหน้าเห็นด้วย “เมื่อขึ้นครองราชย์ก็ต้องสถาปนาฮองเฮา อย่างไรก็ต้องมีคำชี้แจงต่อผู้คน เรื่องนั้นก็ควรจบลงได้แล้ว องค์รัชทายาทจะปล่อยให้ล่าช้าต่อไปไม่ได้”
