“ยิ่งมีตำแหน่งสูงส่งก็ยิ่งต้องระมัดระวังและยับยั้งชั่งใจ ตระกูลจึงจะมั่นคงยืนยาว เหตุใดจืออี้จึงไม่รีบบอกเรื่องนี้แก่ญาติฝ่ายมารดา คงเพราะคำนึงถึงเรื่องเหล่านี้เช่นกัน”
“สิ่งที่เจ้าพูดตรงกับที่จืออี้พูดทุกประการ” เหยียนฮวนทอดถอนใจ
“วันนี้นางก็พูดเช่นนี้ ว่าเมื่อพบอุปสรรคก็ต้องใช้ปัญญาของตนคิดหาทางแก้ไขและลองจัดการดู เอาแต่ยกญาติฝ่ายมารดามาข่มคนไม่นับเป็นความสามารถ ชีวิตยังอีกยาวไกล ไม่แน่ว่าจะต้องเผชิญคลื่นลมใดอีก จะพึ่งพาญาติฝ่ายมารดาไปเสียทุกเรื่องไม่ได้”
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในตอนกลางวัน เหยียนฮวนครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า “ดูจากท่าทีของจืออี้ คล้ายว่านางมีแผนรับมือเรื่องนี้อยู่แล้ว”
เลี่ยงเสี่ยงพยักหน้า “เด็กพูดถูกแล้ว ข้าก็คิดว่าเรื่องนี้ให้นางลองแก้ไขเองได้ ตระกูลไม่อาจคุ้มครองพวกนางไปตลอดชีวิต พวกนางย่อมต้องผ่านลมฝน เผชิญหมาป่าร้าย แล้วเรียนรู้ที่จะยืนหยัดด้วยตนเอง”
“อย่างไรเสีย พวกเราก็รู้เรื่องแล้ว หากนางจัดการไม่ได้จริง ๆ ค่อยออกหน้าช่วยก็ยังไม่สาย เจ้าไม่ต้องกังวลมากนัก จืออี้เฉลียวฉลาด ข้าคิดว่านางรับมือได้”
————
คำพูดครึ่งประโยคที่เหยียนฮวนทิ้งไว้แทบทำเอาฮูหยินอิวใจหายไปครึ่งหนึ่ง ในหัวของนางมีข้อสงสัยและความกังวลนับพันนับหมื่น จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ
“ข้าพูดว่าอย่างไร แล้วข้าบอกเจ้าไว้อย่างไร!”
เมื่อปิดประตูห้อง ฮูหยินอิวก็กล่าวตำหนิบุตรชายด้วยความโกรธ “เจ้าแสดงสีหน้าดี ๆ ต่อภรรยาสักหน่อยแล้วจะเป็นอย่างไร จะถึงกับตายหรือ!”
“สตรีแต่งงานแล้วก็เป็นคนของตระกูลสามี ย่อมต้องคิดเผื่อตระกูลสามีในทุกเรื่อง สตรีมักใจอ่อนและหูเบา สามีเพียงพูดจาหวานหูไม่กี่คำ ภรรยาก็พร้อมมอบทุกสิ่งให้ สตรีล้วนหลงกลอุบายเช่นนี้!”
ฮูหยินอิวขุ่นเคืองกล่าวโทษ “แล้วเจ้าล่ะ หวงแม้แต่รอยยิ้ม เอาแต่ทำหน้าบึ้งใส่ภรรยา จนทำให้คนอื่นรู้สึกว่าพวกเราไม่ลงรอยกัน มิฉะนั้นญาติฝ่ายมารดามาหาถึงที่ นางจะไม่เอ่ยปากช่วยพูดแทนตระกูลสามีสักคำได้อย่างไร!”
