ได้ยินคำพูดนั้น หวั่นรูจึงหันไปสนใจคนที่นั่งอยู่ตรงนั้น เมื่อมองไปก็พลันรู้สึกราวกับเห็นปีศาจรูปงามท่ามกลางหมู่มวลดอกไม้
ใช่แล้ว ปีศาจรูปงาม เพราะใบหน้านั้นเกือบจะสมบูรณ์แบบ... ทั้งยังแฝงเสน่ห์อันเย้ายวนชวนให้คนหวาดหวั่น
ชายหนุ่มผมดำขลับ ใบหน้าหล่อเหลาราวหยกเนื้อดี ดวงตาทรงท้อคู่งามทอประกายรอยยิ้มเกียจคร้านจาง ๆ สว่างไสวราวแสงเจิดจ้า ประหนึ่งส่องสว่างความมืดมิดทั้งปวงได้ ทว่ากลับลึกล้ำดุจมหาสมุทร มองไม่เห็นก้นบึ้ง เสื้อคลุมแพรยาวสีม่วงยิ่งขับให้เขาดูสูงศักดิ์และลึกลับ
“บ่าวสาวที่เพิ่งเข้าจวนมาใหม่ ข้าเห็นว่านางหน้าตาสะอาดสะอ้าน มือไม้ก็คล่องแคล่ว จึงให้อยู่รับใช้ในห้อง”
เซียงจื่อซวยพยักหน้า มุมปากเผยรอยยิ้มมีนัยลึกล้ำ
“นี่คือท่านชายสองของจวน” มารดาเลี้ยงสวี่เอ่ย พลางส่งสัญญาณให้หวั่นรูคำนับทักทาย
หวั่นรูหลุบตาลง ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวแล้วค้อมกายคำนับอีกฝ่าย
เซียงจื่อซวยผายมือให้นางลุกขึ้น ดวงตาพราวเสน่ห์มองสำรวจนางอย่างไม่ปิดบัง “ช่างงามราวกับนางเซียน ข้ายังนึกว่าตนเองกำลังฝันไปเสียอีก ท่านแม่ช่างตาแหลมจริง ๆ”
คนผู้นี้ช่างพูดจาเกี้ยวพาราสีเสียจริง!
หวั่นรูได้ฟังแล้วรู้สึกไม่สบายใจ แต่ก็ไม่อาจแสดงออกมาได้ จนกระทั่งนางจากไป เซียงจื่อซวยก็ยังไม่ละสายตาจากนาง
มารดาเลี้ยงสวี่เห็นทุกอย่างอยู่ในสายตา นางเหลือบมองท่านชายสองอย่างเงียบเชียบ แววตาเผยความดูแคลนห้าส่วนและรังเกียจห้าส่วน ครั้นคนเหล่านั้นจากไปแล้วจึงถอนหายใจยาว
ท่านแม่สกุลเซียงรู้ว่านางมีเรื่องจะพูด จึงให้นางพูดออกมาตามตรง
“มารดาของท่านชายสองคือนางรับใช้เจิ้ง นางงามเย้ายวนราวกับจิ้งจอกประจานตัว ตอนยังมีชีวิตก็เอาแต่พัวพันนายท่านทุกวัน สันดานเจ้าชู้เต็มตัว แม้แต่บุตรชายที่ให้กำเนิดมาก็ยังเจ้าสำราญไปทั้งเนื้อทั้งตัว ดวงตาทรงท้อคู่นั้นไม่รู้ว่าล่อลวงสตรีไปกี่คน ดูเมื่อครู่นี้สิ สายตาแทบจะจ้องกลืนกินแม่นางเข้าไปอยู่แล้ว ต่อหน้าฮูหยินยังไม่รู้จักสำรวม มารดาเป็นอย่างไร บุตรก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ”
