จื่อเยียนมีสีหน้าเย็นชา “มาหาข้าด้วยเรื่องอันใด”
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับหญิงสาวตรงหน้า เหลียงเช่ายังคงรู้สึกละอายใจ อย่างไรเสีย เขาก็เคยรักนางอย่างจริงใจมาก่อน
“ภายหลังข้าก็ลองคิดดูแล้ว เรื่องก่อนหน้านี้ สกุลข้าทำไม่ถูกจริง ๆ”
จื่อเยียนยิ้มเย็นเยียบอย่างเย้ายวน “เป็นเพราะตอนนี้น้องสาวข้าได้เป็นฮองเฮาแล้วกระมัง”
สายตาของนางกวาดผ่านกำแพงแดงกระเบื้องทองเบื้องหลังเขา “ในความเห็นข้า มุมมองของเจ้าต่อถูกผิดมิได้ขึ้นอยู่กับตัวเรื่อง แต่อยู่ที่ฐานะของคนที่เจ้ากำลังเผชิญต่างหาก”
“จื่อเยียน อย่าพูดเช่นนั้น”
เหลียงเช่ามีสีหน้าจริงใจ “ที่จริงข้ารู้มาตลอดว่าข้าผิดต่อเจ้า ทำให้เจ้าต้องได้รับความทุกข์ใจมากมาย แต่ความกตัญญูนั้นยิ่งใหญ่กว่าฟ้า ข้าไม่อาจขัดขืน และไม่อาจเพิกเฉยต่อหน้าตาของตระกูล”
“ตกลงมาหาข้าด้วยเรื่องอันใดกันแน่” จื่อเยียนเอ่ยขัดอย่างไม่สบอารมณ์
เหลียงเช่ามีท่าทีลำบากใจ ลังเลอยู่หลายครั้งกว่าจะเอ่ยปาก
“เมื่อวานอวี้หรงถูกลมหนาว บัดนี้ไข้สูงยังไม่ลด ร้อนจนปวดไปทั่วร่าง ดื่มยาต้มก็ไม่หาย ข้าจำได้ว่าเจ้าเคยคิดค้นยาลดไข้ที่ได้ผลดีนัก ไม่ทราบว่าจะช่วยได้หรือไม่”
เมื่อได้ยินว่าเขามาเพื่อภรรยาที่เพิ่งแต่งงาน จื่อเยียนก็รู้สึกกระอักกระอ่วนจนบอกไม่ถูก
เหลียงเช่ารู้สึกละอายใจยิ่ง “ข้ารู้ว่าเรื่องนี้ทำให้เจ้าลำบากใจ หากมิใช่เพราะหมดหนทาง ข้าก็คงไม่กล้ามารบกวนอย่างเสียมารยาทเช่นนี้”
เมื่อเห็นสีหน้าลำบากใจของเขา จื่อเยียนก็เข้าใจว่า หากมิได้มาขอร้องด้วยความจริงใจ เหลียงเช่าคงไม่ละทิ้งหน้าตามาเอ่ยปากกับนาง ผู้เป็นคนรักเก่าเช่นนี้
กล่าวไปแล้ว ระหว่างคนทั้งสองก็มิได้มีความแค้นใหญ่หลวงอะไร ในฐานะหมอ การช่วยเหลือผู้คนให้พ้นทุกข์จากโรคภัยคือหน้าที่ หากยังยึดติดกับเรื่องบาดหมางในอดีตเพียงเล็กน้อยไม่ยอมปล่อย ก็ดูเป็นคนใจแคบเกินไป
