นางมองไปยังหลู่ยวนโจว พลางยิ้มอย่างเศร้าสร้อย “ซวงซวงขอบคุณคุณชายที่เมตตาดูแล สิ่งที่คุณชายทำเพื่อข้านั้นมากพอแล้ว หากข้ายังอยู่ที่นี่ต่อไปก็มีแต่จะสร้างความลำบากให้ทุกคน ทำให้คุณชายต้องลำบากใจ”
“ข้าไม่อยากเห็นคุณชายต้องผิดใจกับฮูหยินเพราะข้า ยิ่งไม่อยากทำให้ชื่อเสียงของคุณชายต้องมัวหมอง”
“เป็นข้าเองที่ไร้วาสนา ความดีที่คุณชายมีต่อซวงซวง ข้าจะจดจำไว้ชั่วชีวิต ต่อไปไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ข้าก็จะอธิษฐานขอพรให้คุณชาย”
นางร่ำไห้อย่างน่าสงสาร หลู่ยวนโจวพยายามจะพยุงนางขึ้นอยู่หลายครั้ง ทว่าฉู่ซวงซวงยืนกรานไม่ยอม
“พอได้แล้ว อย่าแสดงอีกเลย!”
เหยียนฮวนทนดูต่อไปไม่ไหว จึงเอ่ยขัดเสียงร่ำไห้ของนาง
“หากเจ้าห่วงใยชื่อเสียงของเขาจริง ก็ไม่ควรคบหากับเขาตั้งแต่แรก ยิ่งไม่ควรตามเขากลับจวน เมื่อกลับตามเขามาแล้ว ก็แสดงว่าเจ้าไม่ใส่ใจว่าจะทำให้ชื่อเสียงของเขาเสียหาย บัดนี้ทำท่าทางเช่นนี้ให้ใครดูกัน”
เสียงร่ำไห้ค่อย ๆ เบาลง ฉู่ซวงซวงส่ายหน้า แต่กลับพูดอะไรไม่ออกสักคำ
“จะจากไปหรือ”
เหยียนฮวนแค่นเสียงเย็นชา “หากอยากจากไปจริง ๆ ก็เดินจากไปเงียบ ๆ เสียสิ แต่นี่กลับมาทำเอิกเกริกอยู่ตรงนี้ ชัดเจนว่าอยากให้คุณชายสงสาร จะได้รั้งเจ้าไว้”
“กลอุบายเช่นนี้อาจใช้ได้ผลกับบุรุษ แต่ต่อหน้าฮูหยินผู้เป็นแม่เรือนทั้งหลาย ไม่จำเป็นต้องออกแรงเปล่า”
ฉู่ซวงซวงตกใจจนไม่กล้าส่งเสียง ก้มหน้าลงด้วยความละอาย แม้แต่คำอธิบายสักคำก็พูดไม่ออก
หลู่ยวนโจวคิดจะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ แต่เมื่อเห็นสายตาส่งสัญญาณจากมารดา ก็เข้าใจว่ายิ่งปกป้องนาง สถานการณ์ก็ยิ่งวุ่นวาย จึงได้แต่เงียบไว้
“เป็นหม่อมเล็กแท้ ๆ กลับมาพบแขกในโถงใหญ่โดยไม่ได้รับอนุญาต นี่เป็นกฎของจวนโหวหรือ”
เหยียนฮวนเหลือบมองฮูหยินอิว ก่อนกล่าวอย่างเชื่องช้า “ต่อหน้าแขกนอกยังทำเช่นนี้ ปกติจะประพฤติตนเช่นไร ก็คงพอจินตนาการได้”
