เหลียวมองร้านขายยาโดยรอบ จื่อเยียนทอดถอนใจ “อีกไม่กี่วัน ที่นี่ก็ต้องปิดแล้ว”
“ไม่เสียดายหรือ”
“แน่นอนว่าย่อมเสียดาย” จื่อเยียนเหลือบมองเขาอย่างแง่งอน
“ตั้งแต่ตกแต่งร้านจนถึงบริหารกิจการ จนมีชื่อเสียงอย่างทุกวันนี้ ทุกสิ่งทั้งภายในภายนอกล้วนจัดการด้วยมือข้าทั้งสิ้น จะไม่เสียดายได้อย่างไร”
เหลียงเช่ามองนางด้วยแววตาอ่อนโยน
นางมีนิสัยเอาแต่ใจอยู่บ้าง ทั้งยังหยิ่งทะนง แต่ก็มีทุนให้หยิ่งทะนงจริง รูปโฉมงดงาม เปี่ยมความสามารถ ฉลาดเฉลียวและเก่งกาจ แม้ตกสู่ก้นบึ้งแห่งโคลนตมก็ยังยืนหยัดในโลกนี้ได้ด้วยตนเอง
ไม่ว่าตระกูลของนางจะตกต่ำเพียงใด ในสายตาเขา นางก็ยังเป็นสตรีสูงศักดิ์ผู้พำนักอยู่เหนือหมู่เมฆเสมอ
“ข้ารู้ว่านี่คือหยาดเหงื่อแรงกายที่เจ้าทุ่มเท แต่ต่อจากนี้เจ้ามีข้า ข้าจะดูแลเจ้าไปตลอดชีวิตที่เหลือ”
จื่อเยียนฟังแล้วพึงพอใจ ดวงตากลอกกลิ้ง “หากหลังแต่งงานแล้วข้ายังเปิดร้านขายยาต่อไป จะเป็นอย่างไร”
“จะได้อย่างไร”
เหลียงเช่ายิ้มน้อย ๆ เอ่ยว่า “สตรีสูงศักดิ์จากตระกูลใหญ่จะเปิดร้านทำมาหากินด้วยตนเองได้อย่างไร ย่อมทำให้เกียรติของตระกูลมัวหมอง คนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวคงคิดว่าสกุลเหลียงเลี้ยงสะใภ้ไม่ไหว”
“อีกอย่าง ข้าก็ไม่อยากให้เจ้าต้องเหน็ดเหนื่อย ภรรยาของข้าย่อมต้องได้รับการปรนนิบัติอย่างดี ใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือย”
จื่อเยียนยิ้มหวานพลางตบแขนเขาเบา ๆ สายตาที่เหลียงเช่ามองนางยิ่งอ่อนโยนขึ้น
พอนึกถึงเหยียนฮวน จื่อเยียนก็พลันมีอารมณ์อยากพูดขึ้นมา “เมื่อครู่ข้าไปเยี่ยมพี่สาวคนที่สองมา พี่สาวคนที่สองตั้งครรภ์แล้ว แม่สามีอยากให้พี่เขยรับหม่อมรอง ถึงกับพาคนมาส่งให้แล้ว แต่พี่เขยคนที่สองกลับไม่รับ ทั้งยังส่งคนผู้นั้นกลับไป”
เหลียงเช่าฟังแล้วทอดถอนใจ “ท่านหมื่นเลี่ยงรักใคร่ภรรยาลึกซึ้งจริง”
“ใช่แล้ว” จื่อเยียนเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ “ยังมีสามีของน้องสี่ด้วย น้องสี่แต่งงานมานานแล้วแต่ยังไม่มีบุตร แม่สามีก็อยากจัดการเรื่องรับหม่อมรอง แต่สามีของน้องสี่ยืนกรานไม่ยอม อ้างว่าจะอยู่กับน้องสี่อย่างหนึ่งคู่หนึ่งชีวิตจนวาระสุดท้าย”
