“จืออี้ ก่อนหน้านี้เจ้าเป็นผู้ดูแลอำนาจคุมกิจภายใน รู้หรือไม่ว่าโรงเงินฝูจี้นี่เป็นมาอย่างไร เหตุใดจึงมีเงินกู้มากมายถึงเพียงนี้”
จืออี้เหลือบมองหนังสือสัญญา สีหน้าเรียบเฉย “ย่อมเป็นค่าใช้จ่ายภายในจวนเจ้าค่ะ”
“ค่าใช้จ่ายอะไรถึงได้มากมายเพียงนี้”
จืออี้ยิ้มบาง “ท่านแม่ลืมแล้วหรือเจ้าคะ ตลอดเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมา ในจวนมีรายจ่ายเรื่องใหญ่ตั้งเท่าไร เริ่มจากหนี้ของโรงเงินสามแห่ง ต่อมาก็เป็นค่าถอนตัวคนของยุนโจวจากสำนักสอนศิลป์ หลังจากนั้นยังซ่อมแซมห้องหับ สร้างสวนดอกไม้ รวมถึงของขวัญตอบแทนระหว่างจวนต่าง ๆ และเงินรางวัลให้บ่าวไพร่...รวมกันแล้วก็เป็นเงินจำนวนนี้เจ้าค่ะ”
ฮูหยินอิวตื่นตระหนกจนน้ำเสียงสั่น “เจ้าหมายความว่าเงินพวกนี้ล้วนยืมมาจากข้างนอกหรือ มิใช่เจ้า...”
เมื่อตระหนักว่าพูดพลาด หญิงวัยกลางคนก็รีบหยุดปาก
“มิใช่อะไรหรือเจ้าคะ” จืออี้แสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ
ฮูหยินอิวฝืนยิ้มออกมาอย่างยากเย็นยิ่งกว่าร้องไห้ ก่อนจะถามย้ำอีกครั้งว่าเงินพวกนี้เป็นเงินที่ยืมมาจริงหรือ
เมื่อได้ยินลูกสะใภ้ตอบยืนยัน หญิงวัยกลางคนก็แทบเป็นลม
ที่แท้ตลอดปีที่ผ่านมา เงินที่ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายล้วนเป็นเงินที่ยืมมาทั้งสิ้น!
“เหตุใดเจ้าถึงไปยืมเงินจากข้างนอก”
จืออี้ทำสีหน้างุนงง “ในบัญชีของจวนไม่มีเงิน พอจำเป็นต้องใช้ก็ย่อมต้องไปยืมจากข้างนอก ท่านแม่แต่ก่อนก็ดูแลกิจภายในเช่นนี้มาตลอดมิใช่หรือเจ้าคะ”
จืออี้จะไม่รู้ได้อย่างไรว่าความหมายของแม่สามีคืออยากให้นางนำเงินส่วนตัวมาอุดช่องโหว่ ทว่าในโลกนี้มีแต่คำกล่าวว่าครอบครัวสามีเลี้ยงดูสะใภ้ ไม่เคยมีหลักการให้สตรีเลี้ยงดูครอบครัวสามี
เรื่องนำสินเดิมไปอุดหนุนครอบครัวสามีนั้น มารดาของนางเคยทำมาแล้วในวัยสาว แต่เมื่อตกถึงคราวนาง นางไม่มีทางทำเด็ดขาด อีกทั้งคนทำการค้าจะยอมทำกิจการที่ขาดทุนได้อย่างไร
