ได้ยินดังนั้น หวั่นรูก็เงยหน้าขึ้นอย่างประหลาดใจ “ท่านแม่หมายความว่า...”
“เจ้ามีจิตใจละเอียดอ่อนที่สุด ทั้งสองคนก็รู้จักกันมานาน แม่เชื่อในสายตาของลูก”
หวั่นรูพลันยินดีขึ้นมา ทว่าพอนึกได้ก็ลังเล “แต่ว่า เขายังไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้เลย หากให้ข้าเป็นฝ่ายเอ่ย...”
มารดาแซ่มซ่งยิ้ม “คนเราน่ะ ยามควรถอยก็ถอย ยามควรช่วงชิงก็ต้องช่วงชิง ตอนนี้เขายังไม่มีคู่หมั้น หากเจ้าชอบก็จงพยายาม แม้กุลสตรีควรสงบเสงี่ยมและสำรวม แต่ก็ไม่ควรทำตัวเงียบขรึมคร่ำครึ ชอบและเห็นว่าคู่ควรแล้ว ก็สมควรพยายามคว้าไว้”
“ดูอย่างหยาวเหยา” พอเอ่ยถึงบุตรสาวคนเล็ก มารดาแซ่มซ่งก็หัวเราะ “แม้นิสัยจะเอาแต่ใจไปบ้าง แต่แม่ชื่นชมความกล้ารักกล้าเกลียดของนางมาก”
“ใคร ๆ ก็พูดว่าสตรีเป็นฝ่ายเข้าหาก่อนนั้นเสียราคา แต่ความกล้าที่จะไขว่คว้าบุรุษที่ตนพึงใจ ไม่ใช่เด็กสาวทุกคนจะมี มีแต่เด็กสาวที่มั่นใจในตนเองเท่านั้นจึงกล้าทำ แม่กลับเห็นว่าเป็นความกล้าหาญและน่ารัก ตราบใดที่ไม่ถึงกับยอมลดตัวไปประจบ ก็ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้”
หวั่นรูหัวเราะคิกคัก ก่อนจะซบลงในอ้อมกอดมารดา สองแม่ลูกพูดคุยหัวเราะกันอย่างมีความสุข
————
เช้าตรู่วันถัดมา เฉินอู่กับมารดาก็ออกจากบ้านไป จนกระทั่งจื่อเยียนกินอาหารเช้าเสร็จ ทั้งสองจึงกลับมา
เห็นของถุงใหญ่ถุงเล็กในมือของสองแม่ลูก จื่อเยียนก็ถามอย่างสงสัย “นี่คืออะไรหรือ”
“ขนมกับเนื้อ”
“เอาของพวกนี้มาทำอะไร”
เฉินอู่วางของลง ใบหน้าเปี่ยมสุข “พ่อตากับแม่ยายกลับมาแล้วมิใช่หรือ ประเดี๋ยวท่านแม่จะไปเยี่ยมพร้อมกับพวกเรา ญาติทั้งสองฝ่ายพบกันครั้งแรก จะไปมือเปล่าได้อย่างไร”
จื่อเยียนขมวดคิ้ว “ถึงอย่างนั้นก็ไม่เห็นต้องเอาของพวกนี้ไปเลย!”
