สือเยี่ยนยิ้มแย้มกล่าวว่า “แต่ท่านลุงต้องรับปากว่าจะไม่พูดออกไปนะ”
“แน่นอน” เซียยิ้นเฉินรับคำ “นี่เป็นความลับระหว่างพวกเรา บุรุษต้องรักษาคำมั่นสัญญา”
สือเยี่ยนยื่นนิ้วก้อยออกมา “เกี่ยวก้อยกัน พวกเราจะเก็บความลับให้กันและกัน”
เซียยิ้นเฉินยื่นมือออกไปให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
“ที่จริงแล้ว...” สือเยี่ยนโน้มตัวไปกระซิบข้างหูเขา ใช้มือเล็ก ๆ ป้องปากแล้วเอ่ยขึ้นอย่างลับ ๆ ล่อ ๆ
รอยยิ้มของชายหนุ่มแข็งค้างทันทีหลังได้ฟัง เขามองเด็กน้อยอย่างตกตะลึง
สือเยี่ยนคิดว่าเขาไม่เชื่อ “จริง ๆ นะ ข้าไม่ได้สามขวบ ข้าอายุสี่ขวบ”
“สี่ขวบ!”
เซียยิ้นเฉินอึ้งงัน ในสมองสับสนวุ่นวายไปหมด
เขาพลันนึกถึงคำพูดที่เสด็จแม่เอ่ยขึ้นลอย ๆ ในวันที่ออกจากสำนักเต๋า
【เด็กสองคนนี้ตัวไม่เล็ก พูดจาฉะฉานคล่องแคล่ว ดูโตกว่าเด็กวัยเดียวกัน ทั้งยังรู้ความมาก เห็นได้ว่าหยาวเหยาเลี้ยงดูได้ดี】
เขาไม่เคยมีบุตร จะรู้ได้อย่างไรว่าเด็กสามขวบกับสี่ขวบต่างกันแค่ไหน จึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
มือที่เซียยิ้นเฉินจับแขนสือเยี่ยนสั่นเล็กน้อย “เจ้าบอกลุงมาสิ เหตุใดพวกเจ้าจึงบอกคนภายนอกว่าตัวเองอายุสามขวบ”
“เรื่องนี้หรือ” เด็กน้อยส่ายศีรษะ “ที่จริงข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน”
สือเยี่ยนหัวเราะคิกคัก “อย่างไรก็เป็นท่านแม่บอกไว้ หากมีคนถามข้างนอกก็ให้ตอบว่าสามขวบ”
“อ้อ จริงสิ ท่านลุงต้องช่วยเก็บเป็นความลับให้พวกเรานะ แม้แต่ท่านแม่ก็ห้ามบอก ไม่อย่างนั้นท่านแม่จะตีบั้นท้ายข้า”
สือเยี่ยนพูดอย่างร่าเริงสบายใจ ทว่าคำพูดนั้นกลับก่อคลื่นลมโหมกระหน่ำในใจเซียยิ้นเฉิน
บ่ายวันนั้น หลังส่งเด็กกลับไปแล้ว เขาก็เรียกเลี่ยงเสี่ยงมา
//
ห้องหนังสือตงกง
“สี่ขวบ เด็กสองคนนั้นอายุสี่ขวบ!”
เซียยิ้นเฉินเดินไปมาในห้อง “หากนับย้อนจากเดือนเกิดของเด็ก ตอนที่หลินเหยาตั้งครรภ์พวกเขา นางอยู่ที่ตงกงพอดี!”
