ถูกนางโหยวตำหนิเสียยกใหญ่ ฉู่ซวงซวงจึงไม่กล้าส่งเสียงอีก นางโหยวโบกมือให้นางถอยออกไปก่อน
“ตอนนี้รู้แล้วหรือว่าการพลาดจืออี้ไปเป็นเรื่องน่าเสียดายเพียงใด? คุณหนูผู้นั้นทั้งสง่างามทั้งเก่งกาจ ยังช่วยเกื้อหนุนเจ้าได้อีก แต่เจ้ากลับไม่เอา ดันเลือกหมอนปักลายอย่างนางนี่”
นางโหยวบ่นกับบุตรชายว่า “ดูสิว่านางช่วยอะไรเจ้าได้บ้าง นอกจากทำให้ชื่อเสียงของเจ้าเสียหาย ก็มีแต่หึงหวงแล้วก็ทะเลาะเบาะแว้ง”
“ทุกครั้งที่นึกถึงว่าเจ้าแตกหักกับตระกูลเจียงเพราะผู้หญิงคนนี้ ข้าก็อยากบีบคอนางให้ตายเสียให้รู้แล้วรู้รอด หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้แต่แรก ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ควรยอมให้นางเข้าบ้าน ตอนนี้ข้าเสียใจจนไส้เขียวไปหมดแล้ว”
ฉู่ซวงซวงที่อยู่ด้านนอกหน้าต่างได้ยินคำพูดนั้น น้ำตาก็เอ่อท่วมดวงตา
————
ด้านนอกประตูหลังของจวนอัครมหาเสนาบดี หนุ่มสาวคู่หนึ่งยืนสบตากัน
“อย่าเสียใจไปเลย เห็นเจ้าเป็นเช่นนี้แล้วข้าปวดใจนัก”
เมี่ยวอี้ทำปากยื่นอย่างหดหู่ “คราวก่อนที่มาหวงเจีย ข้ามัวแต่คิดอยากกลับเยี่ยนหยุนให้เร็ว คราวนี้กลับกลายเป็นว่าต่อไปข้าต้องอยู่เยี่ยนหยุน คอยเฝ้าคิดถึงท่านจนแทบขาดใจ”
เยว่เจิงลูบศีรษะนางอย่างเอ็นดู “วางใจเถิด พอถึงพิธีปักปิ่นของเจ้าในปีหน้า ข้าจะไปสู่ขอเจ้าเป็นคนแรก”
คราวนี้ซ่างกวนเยว่เจิงเดินทางเข้าหวงเจียเพื่อรายงานราชกิจแทนบิดา เซียยิ้นเฉินชื่นชมนายทหารหนุ่มผู้เปี่ยมชีวิตชีวาผู้นี้ยิ่งนัก องค์เซียนอ๋องก็กล่าวชื่นชมเยว่เจิงต่อพระบิดา เซียยิ้นเฉินจึงมีพระราชโองการให้เยว่เจิงอยู่รับราชการในหวงเจีย และแต่งตั้งให้เป็นรองแม่ทัพแห่งสำนักพระราชวังหลวงกลางกรุงด้วยพระองค์เอง
“สำนักพระราชวังหลวงกลางกรุงมีหน้าที่พิทักษ์พระราชวังและความปลอดภัยของจักรพรรดิ ผู้ที่รับราชการในสำนักนี้ล้วนเป็นคนสนิทที่ฝ่าบาททรงไว้วางพระทัย นี่คือความไว้วางพระทัยที่ฝ่าบาทมีต่อข้า ทั้งยังเป็นเกียรติของตระกูลซ่างด้วย”
