บ้านในหมู่บ้านจื่อเฉินช่วงนี้เป็นที่ต้องการมากขนาดไหน เฉินเลี่ยงรู้ดีอยู่แก่ใจ
ไม่เพียงเท่านั้น ได้ยินว่าปีนี้ค่าเช่าบ้านในหมู่บ้านจื่อเฉินปรับขึ้นกันถ้วนหน้า
“แน่นอนสิ บ้านของน้าฉันมีสามห้องนอน ตอนนี้มีฉันอยู่คนเดียว ก็ว่างตั้งสองห้องอยู่แล้ว จะปล่อยให้ใครเช่าก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ?”
“ช่างเถอะ ตอนนี้ใคร ๆ ก็ให้เช่าขั้นต่ำหนึ่งปี แถม...”
ยังไม่ทันที่เฉินเลี่ยงจะเอ่ยปฏิเสธ อู๋ลู่ลู่ก็รีบพูดแทรกขึ้นมาก่อน
“ฉันกำลังจะย้ายออกแล้ว อีกอย่าง บ้านของน้าฉันปกติก็ไม่ค่อยปล่อยเช่า ถ้านายจะย้ายออกเมื่อไรก็บอกล่วงหน้าก็พอ ไม่ทำให้ยุ่งยากหรอก”
“ไม่เป็นไร ถึงเวลาจะกระชั้นหน่อย แต่ถ้ารีบหา ก็น่าจะหาได้อยู่”
แม้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับอู๋ลู่ลู่จะไม่เลว แต่ปกติเฉินเลี่ยงไม่ชอบรบกวนคนอื่น และยิ่งไม่อยากติดค้างน้ำใจใคร
“เมื่อวานนายยังช่วยฉันขนหนังสือเลย เดี๋ยวฉันกลับไปบอกน้าก่อน นายจ่ายค่าเช่าตามเดิมก็พอ”
“ไม่ต้องปฏิเสธแล้ว เฉินเลี่ยง เราเป็นเพื่อนกันนะ”
วินาทีนั้น เฉินเลี่ยงพลันนึกถึงบ่ายวันหนึ่งเมื่อสองปีก่อน นึกถึงยาซองนั้น และยามเย็นที่หิมะโปรยปราย รวมถึงการอยู่เป็นเพื่อนกันเงียบ ๆ ในวันนั้น
หลายครั้งโชคชะตาก็ช่างน่าอัศจรรย์จนยากจะบรรยาย
“ก็ได้”
แม้รู้ว่าเรื่องนี้ไม่ค่อยเข้ากับ “หลักการ” ในการใช้ชีวิตของตัวเองนัก แต่สุดท้ายเฉินเลี่ยงก็ยอมรับข้อเสนอ
“งั้นตกลง เดี๋ยวฉันกลับไปแล้วจะโทรหาน้า”
สายลมต้นฤดูร้อนพัดเอื่อย ๆ จนชายกระโปรงของหญิงสาวปลิวไหว แสงแดดสาดลงบนใบหน้าน่ารักที่ยังมีแก้มยุ้ยเล็กน้อย ทุกอย่างดูเหมือนลงตัวพอดี
ยังคงเป็นถนนสายเดิมตรงหน้า สัญญาณไฟจราจรสองแห่ง และเงาร่างสองสายที่เดินขนานกัน
หลังกลับถึงห้องเช่า เฉินเลี่ยงก็เริ่มเก็บของ ผ่านไปไม่ถึงชั่วโมง โทรศัพท์เครื่องหมายเลขสามก็ดังขึ้นด้วยเสียงเรียกเข้ารัวถี่
ยังมีเวลาเผื่ออีกสองสามวัน เฉินเลี่ยงจึงตั้งใจจะรอให้อู๋ลู่ลู่ย้ายออกก่อนแล้วค่อยย้ายเข้าไป
เที่ยงวันในฤดูร้อน อุณหภูมิแทบพุ่งถึงจุดสูงสุด เฉินเลี่ยงอยู่ในห้อง พลางเริ่มนึกย้อนถึงชีวิตช่วงสั้น ๆ ในโรงเรียนมัธยมปลายสามปีของตัวเอง
สามปีผ่านไปในพริบตา
