เฉินเลี่ยงหยิบโทรศัพท์เครื่องหมายเลขสามขึ้นมาดูแวบหนึ่ง ก่อนกดปุ่มปิดเครื่องทันที ในเมื่อรู้ผลคะแนนแล้ว ไม่เห็นก็ไม่ต้องรำคาญใจ สู้ตั้งใจเขียนนิยายดีกว่า
หลังเข้าสู่โลกนิยาย วันเวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็เหลืออีกแค่ 4 วันจะถึงสิ้นปีแล้ว
ต่างจากตัวเมืองอำเภอหมิงเยว่ ไห่เฉิงกลับเงียบเหงาลงมากเมื่อใกล้สิ้นปี ความอึกทึกคึกคักในวันวานหายไปไหนก็ไม่รู้ พ่อค้าแม่ค้าริมถนนทยอยปิดร้านกลับบ้านเกิดกันทีละเจ้า
ซูซื่อเคยกล่าวไว้ว่า “ที่ใดใจสงบ ที่นั่นคือบ้านเกิด” เฉินเลี่ยงเองก็คิดว่า บ้านที่พร้อมหน้าต่างหากคือปีใหม่
แต่หลังคุณย่าจากไป พ่อแม่ก็ไม่ได้กลับมาหลายปีแล้ว หากไม่ได้อยู่พร้อมหน้ากัน จะฉลองปีใหม่ไปเพื่ออะไร? ตัวเลขบนปฏิทินตั้งโต๊ะเพิ่มขึ้นทุกวัน ทว่าก็เป็นแค่สัญลักษณ์ไร้ความหมายเท่านั้น
แต่บ่ายวันนี้ ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไป
ในห้องเช่าเลข 801 ห้องนั่งเล่นที่ไม่ได้กว้างขวางนัก วันนี้กลับมีอาหารดี ๆ วางเต็มโต๊ะอย่างที่หาได้ยาก
แสงไฟดูเหมือนจะสว่างจ้าจนแสบตา ถึงกับทำให้ดวงตาของเด็กหนุ่มค่อย ๆ เอ่อคลอไปด้วยน้ำตา
พี่ชิงหนิงรู้ว่าเฉินเลี่ยงไม่ได้กลับบ้านไปฉลองปีใหม่ และยังไม่ยอมรับคำชวนของเธอ จึงตั้งใจพาถังจง หลีม่านม่าน และซุนลู่ หิ้วกับข้าวมาที่นี่ แล้วเคาะประตูบานนี้ขึ้นมาโดยไม่บอกกล่าว
บางคนในกลุ่มไม่ใช่คนท้องถิ่นไห่เฉิง พวกเขาต้องรีบกลับบ้านเกิด แต่ก่อนออกเดินทางก็ยังตั้งใจแวะมาหาเขา
แสงไฟสีเหลืองนวลตกกระทบหยดน้ำตาที่ไหลริน สะท้อนประกายระยิบระยับ
อาหารบนโต๊ะยังมีไอร้อนลอยขึ้นมา เฉินเลี่ยงคีบเกี๊ยวลูกหนึ่งใส่ปาก เคี้ยวไปเคี้ยวมา น้ำตาก็หยดลงในชามทีละเม็ด
หลังส่งทุกคนกลับ ความรู้สึกที่พลุ่งพล่านอยู่ในอกมาตลอดทั้งบ่ายก็เกินจะกดเอาไว้ได้อีกต่อไป น้ำตาที่หางตาร่วงลงมาทีละหยดอย่างห้ามไม่อยู่
เขามองอาหารเต็มโต๊ะตรงหน้าและเก้าอี้ว่างเปล่าไม่กี่ตัว เสียงหัวเราะเมื่อครู่ยังดังก้องอยู่ในหู ทีละประโยค ทีละประโยค—
“ทำไมไม่ซื้ออะไรมาให้กินบ้างล่ะ เสี่ยวเลี่ยง?”
“นั่นสิ เจ้าตัวแสบ หาเงินได้ตั้งเยอะจะเอาไปทำอะไร?”
“ฮิ ๆ ๆ พี่ม่านม่าน ฉันว่านะ เขาคงเก็บไว้เอาไปขอเมียแหละ”
....
