เบียดฝ่าฝูงชนออกมา เฉินเลี่ยงฝืนยิ้ม มุมปากกระตุกเล็กน้อย พลันนึกถึงเย็นวันหนึ่งเมื่อสองปีก่อน ตอนที่หิมะกำลังโปรยปราย
“สวัสดีครับคุณลุงคุณป้า”
“เฉินเลี่ยง เฉินเลี่ยง มานั่งเร็ว ฮ่า ๆ ๆ”
พ่อของหวังหยวนต้อนรับอย่างอบอุ่น เขาลุกขึ้นยิ้มแย้ม ก่อนรินน้ำผลไม้ให้เฉินเลี่ยงด้วยตัวเอง
ส่วนแม่ของหวังหยวนที่นั่งอยู่ข้างกันกลับดูเฉยเมยอย่างยิ่ง เพียงยิ้มแล้วพยักหน้าเบา ๆ พลางลอบสำรวจเฉินเลี่ยงอยู่ตลอด
“เฉินเลี่ยง ทำไมมาช้าจัง”
“ร้านหม้อไฟร้านนี้ดังมากนะ ช่วงนี้ใกล้เปิดเทอม ถ้ามาช้าก็อดกินหลายเมนูเลย”
โต๊ะสำหรับสี่คน หวังหยวนนั่งตรงข้ามเฉินเลี่ยง ตอนพูดสายตากลับเอาแต่แอบมองลูกชิ้นในหม้อ
“ขอโทษครับคุณลุงคุณป้า พอดีมีธุระกะทันหันนิดหน่อย”
“เสี่ยวเลี่ยง ได้ยินหยวนหยวนบอกว่าเธอเช่าบ้านอยู่นอกมหาวิทยาลัยเหรอ”
“ใช่ครับคุณป้า”
บนโต๊ะมีทั้งเนื้อและผักวางเต็มไปหมด แถมยังไม่มีเหล้า เฉินเลี่ยงจึงพอใจมาก
“รถของพวกเราขับเข้ามาในตัวเมืองไม่ได้ คราวนี้ต้องขอบใจเธอจริง ๆ”
“แต่ว่าเสี่ยวเลี่ยง เพิ่งปีหนึ่งก็คิดจะเช่าบ้านแล้วเหรอ”
“ค่าเช่าแถวไห่เฉิงไม่ถูกเลยนะ”
เฉินเลี่ยงฟังออกว่าอีกฝ่ายกำลังหยั่งเชิง เขาชินเสียแล้ว จึงยกแก้วน้ำผลไม้ขึ้นจิบ พลางตอบด้วยสีหน้าไม่เปลี่ยน
“คุณป้าเกรงใจไปแล้วครับ ผมกับหวังหยวนเป็นเพื่อนร่วมชั้นกัน แค่ช่วยนิดหน่อยเองครับ”
“ที่เช่าบ้านก็เพราะคิดจะทำงานพิเศษนอกมหาวิทยาลัยครับ พ่อแม่ผมก็สนับสนุน”
ไม่รู้ว่าเพราะได้คำตอบที่พอใจหรือเปล่า ในที่สุดแม่ของหวังหยวนก็ยิ้มออกมา ก่อนคีบลูกชิ้นให้เฉินเลี่ยงหนึ่งลูก
“อ้อ เป็นแบบนี้นี่เอง”
“เห็นไหม ถามโน่นถามนี่อยู่ได้ รีบให้เด็กกินข้าวเถอะ”
“ใช่ ๆ กินกับข้าวกันได้แล้ว”
หลังจากนั้นมื้อนี้ก็ดำเนินไปอย่างราบรื่น พ่อแม่ของหวังหยวนเอาแต่พูดเรื่องที่หวังหยวนจะไปรายงานตัวเข้ามหาวิทยาลัยมะรืนนี้
นอกจากถามคร่าว ๆ ว่าเฉินเลี่ยงสมัครเรียนสาขาอะไร ก็ไม่ได้ถามอะไรอีก
เฉินเลี่ยงกินอิ่มแล้ว เอนพิงเก้าอี้ เริ่มสังเกตสภาพแวดล้อมรอบตัวตามความเคยชิน
ในโถงชั้นหนึ่งของร้านหม้อไฟมีสำเนียงหลากหลายปะปนกันไปหมด
เพียงไม่กี่นาที เฉินเลี่ยงก็เห็นกุญแจรถหรูนับสิบยี่ห้อวางอยู่บนโต๊ะ
