“อื้ม ๆ หอมจัง ฮ่า ๆ”
กลิ่นหอมของข้าวลอยเข้าจมูก รสหวานจาง ๆ เอ่ออยู่ในปาก ความอิ่มเอมใจในชั่วขณะนี้ สำหรับเฉินเลี่ยงก็เพียงพอแล้ว
“นายกินอะไรอยู่เหรอ ป๋อหย่วน กุ้งแกะเปลือก หอยแมลงภู่ โอ้โห ยังมีปลาเหลืองตัวเล็กเหลืออีกตั้งครึ่งตัวด้วย?”
เมื่อเทียบกับชุดอาหารที่มีเนื้อหนึ่งอย่างกับผักสองอย่างของเฉินเลี่ยง ฉินป๋อหย่วนที่อยู่ตรงหน้าบะหมี่ทะเลชามโตกลับขมวดคิ้วแน่น ตะเกียบคุ้ยหาอะไรบางอย่างไม่หยุด
“ไม่แพง แค่ 28 หยวนเอง แต่ปลานี่สิ ทำไมดูแปลก ๆ ชอบกล?”
พูดจบ ฉินป๋อหย่วนก็คีบปลาสีเหลืองตัวเล็กที่เหลือครึ่งตัวออกจากชาม
“กุ้งนี่ก็กลิ่นแปลก ๆ เหมือนกันนะ เอ๊ะ นี่มันอะไรกันเนี่ย เฮ้อ รู้งี้เราออกไปกินข้างนอกด้วยกันดีกว่า”
ฉินป๋อหย่วนเลือกเขี่ยอาหารไปมาอยู่นาน กว่าจะยอมตักบะหมี่คำแรกเข้าปาก
ขณะเดียวกัน เฉินเลี่ยงก็กินแครอตกับมันฝรั่งจนเกลี้ยงแทบจะในพริบตา บนถาดอาหารเหล็กเหลือเพียงข้าวไม่กี่คำกับน่องไก่ชิ้นโต
“เฉินเลี่ยง ทำไมนายกินเร็วขนาดนั้น?”
หลิวเหว่ยสั่งหม้อแห้งผักรวมไว้ ตอนนี้อาหารเพิ่งมาเสิร์ฟ พอหันไปมองเฉินเลี่ยง อีกฝ่ายก็ใกล้จะกินเสร็จแล้ว
“ชินแล้ว”
แม้แต่เฉินเลี่ยงเองก็ไม่ทันสังเกต ถึงตอนนี้จะมีเวลากินข้าวเหลือเฟือ แต่นิสัยบางอย่างไม่ได้เปลี่ยนกันได้ในวันสองวัน
“เออ ป๋อหย่วน ฉันจำได้ว่าสมัยมัธยมนายเรียนที่โรงเรียนเครือข่ายจื่อเถิงใช่ไหม เหมือนโรงเรียนพวกนายจะให้อิสระเรื่องเวลาพักกลางวันพอสมควรเลยนี่?”
“แน่นอน ปกติมีเวลาตั้งชั่วโมงครึ่ง ฉันยังกลับบ้านไปเล่นเกมได้ด้วย”
พูดถึงตรงนี้ ใบหน้าฉินป๋อหย่วนก็เต็มไปด้วยความภูมิใจ เขาวางตะเกียบแล้วเล่าอย่างออกรส
“แถมก่อนขึ้น ม.6 คนที่ไม่อยู่หอกลับบ้านก่อนเวลาได้หนึ่งคาบด้วย สบายสุด ๆ กลับไปก็เปิดคอม...”
ขณะฟังฉินป๋อหย่วนพูดถึงชีวิตมัธยมอันแสนสุขของตัวเองไม่หยุด จู่ ๆ เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นอย่างไม่คาดคิดก็ดังแทรกมา
“ใครโทรมา?”
ฉินป๋อหย่วนก้มมองหน้าจอแวบหนึ่ง ความหงุดหงิดบนใบหน้าก็หายไปทันที เขายิ้มกว้าง ใช้กระดาษเช็ดมือแล้วรีบรับสาย
“ที่รัก มีอะไรเหรอ โทรหาฉันทำไม?”
“ไม่มีอะไรหรอก บ่ายนี้มีเรียนไม่ใช่เหรอ?”
