หมอหลิวรู้ชัดว่าเฉินเลี่ยงไม่ได้มาเพราะเรื่องเงิน เขาแค่ไม่อยากต้องมาที่นี่วันเว้นวัน แถมแต่ละครั้งยังต้องอยู่เป็นชั่วโมง เสียเวลาขนาดนี้ไม่ไหวจริง ๆ
“หืม? ฮะ ๆ ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก” เฉินเลี่ยงยิ้มเจื่อน ๆ พลางส่ายหน้า
“อาการของคุณแบบนี้ ทางที่ดีควรรักษาให้ครบคอร์ส จะช่วยให้ฟื้นตัวได้ดีกว่า แต่จะจัดการยังไงก็ต้องดูอาการฟื้นตัวของคุณด้วย เข้าใจไหม?”
“เข้าใจครับ เข้าใจแล้ว ขอบคุณครับคุณหมอหลิว”
เฉินเลี่ยงไม่กล้าเถียงอีก ดูท่าอย่างน้อยก็ยังต้องมาที่นี่อย่างว่าง่ายอีกหลายรอบ
“จริงสิ คราวก่อนผมได้ยินลูกพี่ลูกน้องของคุณบอกว่าคุณเขียนนิยายออนไลน์เหรอ? ปกติผมชอบอ่านนิยายมาก คุณเขียนแนวไหนล่ะ?”
“คุณหมอหลิวก็อ่านนิยายด้วยเหรอครับ?”
เฉินเลี่ยงแปลกใจไม่น้อย เผลอมองหมอตรงหน้าอย่างพิจารณา แม้จะดูหนุ่ม แต่บนศีรษะก็เริ่มมีผมหงอกขึ้นมาหลายเส้นแล้ว ยังไงก็น่าจะอายุสามสิบกว่าแล้ว
“ใครกำหนดว่าหมออ่านนิยายไม่ได้ล่ะ?”
หมอหลิวเหยียดหลังตรง เห็นได้ชัดว่าอ่านนัยแฝงในคำพูดของเขาออก
“ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่ อ่านได้อยู่แล้วครับ”
เฉินเลี่ยงรีบโบกมือปฏิเสธอย่างกระอักกระอ่วน ก่อนตอบพร้อมรอยยิ้มเจื่อน ๆ
“ปกติผมเขียนแนวแฟนตาซีครับ”
“แนวแฟนตาซีก็ดีนะ ได้ยินลูกพี่ลูกน้องคุณบอกว่าคุณเขียนลงเว็บสามเสือดาวได้ไม่เลวเลย เรื่องไหนเป็นผลงานคุณล่ะ? บอกหน่อยสิ ผมจะได้อ่านบ้าง”
หมอหลิวเคาะใบส่งตัวไปพลาง เอียงหน้ามามองด้วยแววตาอยากรู้อยากเห็นไปพลาง
“เอ่อ…” เฉินเลี่ยงหัวเราะแห้ง ๆ สองครั้ง ไม่ใช่ว่าเปิดเผยไม่ได้ แค่การบอกนามปากกาตัวเองต่อหน้าคนอื่นมันให้ความรู้สึกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก
“เข้าใจ ๆ ไม่คาดคั้นนามปากกาคุณหรอก”
หมอหลิวยิ้มพลางโบกมือ จากนั้นก็เหมือนนึกถึงเรื่องเก่า ๆ ขึ้นมา จึงเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ น้ำเสียงผ่อนลง “จริง ๆ ตอนเรียนมหาวิทยาลัยผมก็เคยเขียนนิยายแฟนตาซีอยู่พักหนึ่ง พอเรียนต่อปริญญาโทก็เลิกไป แล้วหลังจากเรียนจบปริญญาเอกด้านแพทย์ ก็ไม่มีผลงานต่ออีกเลย เฮ้อ…”
เขาถอนหายใจเบา ๆ พลางมองเพดานห้องตรวจ ราวกับภาพสีขาวตรงหน้าพาให้เห็นเรื่องราวเมื่อนานมาแล้ว
“ถ้าไม่เรียนปริญญาเอกนี่ ตอนนี้ผมอาจเป็นนักเขียนนิยายออนไลน์ไปแล้วก็ได้”
