หลังส่งเทพยดาอย่างลู่ฉือหยวนกลับไป ซูเนี่ยนเซิงก็หันมาใส่กลอนประตูทันที
ท่าทางเหมือนกระต่ายน้อยขวัญเสียเมื่อครู่หายวับไปในพริบตา เธอพิงบานประตู พลางปัดแขนเสื้อที่ไม่มีฝุ่นติดอยู่สักนิดอย่างรังเกียจ
“เจ้าหนุ่มตระกูลลู่คนนี้ ยังเหมือนเมื่อก่อนเลยนะ ปากร้ายแต่ใจดี”
ซูเว่ยกั๋วกำจดหมายย้ายตำแหน่งไว้ มือยังสั่นน้อย ๆ ด้วยความตื่นเต้น “เกาะฉงโจว... ถึงจะไกลไปหน่อย แต่ก็ดีกว่าต้องไปกินทรายที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ เนี่ยนเนี่ยน ต่อไปพวกเราต้องขอบคุณเขาดี ๆ แล้วล่ะ”
ขอบคุณเขาเหรอ?
ซูเนี่ยนเซิงกลอกตาในใจ
ขอบคุณที่ระแวงเธอราวกับเป็นหัวขโมยน่ะเหรอ?
หรือขอบคุณที่ส่งครอบครัวเธอไปอยู่ใต้จมูกเขา เพื่อจับตาดูเสียเลย?
ผู้ชายคนนี้เล่ห์เหลี่ยมเยอะยิ่งกว่ารากบัวเสียอีก เต็มไปด้วยรูพรุนไปหมด
แต่เกาะฉงโจว...
ซูเนี่ยนเซิงลองทวนชื่อนี้ในใจ
ภาพสไลด์เริ่มฉายขึ้นมาในหัวโดยอัตโนมัติ ทั้งไก่มะพร้าว ปลากะรพงนึ่ง กุ้งลวก รวมถึงปูทะเลกับหอยนางรมที่เกลื่อนหาดจนไม่มีใครเก็บ
เธอเคี้ยวแครกเกอร์อัดแท่งกับเนื้อหนูกลายพันธุ์มาสิบปีในยุควันสิ้นโลก จนปากจืดชืดไปหมดแล้ว
“พ่อ ยังไงก็ต้องขอบคุณเขาแน่นอนค่ะ”
ซูเนี่ยนเซิงหันกลับมา รอยยิ้มทำให้ดวงตาหยีโค้ง ดูว่าง่ายราวกับลูกแมวที่เพิ่งหย่านม “แต่พรุ่งนี้คำสั่งย้ายก็คงออกแล้ว เราต้องรีบเก็บของ หนูไปเทน้ำให้พ่อกับแม่ดื่มก่อนนะคะ ดื่มให้ชุ่มคอแล้วค่อยลงมือกันต่อ”
