กลิ่นคาวเลือดในห้องยังไม่จางหาย
ลู่ฉือหยวนจ้องซูเนี่ยนเซิง มือที่จับเธอไว้มีแรงมหาศาล
“ปล่อย” ซูเนี่ยนเซิงพูดเสียงไม่พอใจ แผลที่เพิ่งเย็บมาไม่ควรถูกกระทบกระเทือน
“คุณออกไปก่อน” ลู่ฉือหยวนคลายมือ น้ำเสียงอ่อนแรงแต่หนักแน่นจนไม่อาจปฏิเสธ
ซูเนี่ยนเซิงไม่พูดอะไรให้มากความ เธอยกกะละมังไม้ข้างเตียงแล้วเดินตรงออกจากห้อง ก่อนดึงประตูปิดตามหลัง
ลู่ฉือหยวนมองแผ่นหลังของเธอ จนกระทั่งบานประตูไม้ส่งเสียงเอี๊ยดเบา ๆ เขาจึงค่อยละสายตากลับมา
เขาพยุงตัวกับแผ่นไม้ พยายามลุกขึ้นนั่ง
แต่กลับพบว่าอาการเจ็บแปลบตรงอกที่ก่อนหน้านี้รุนแรง ตอนนี้หายไปแล้ว เขาอดแปลกใจเล็กน้อยไม่ได้
“หัวหน้า! อย่าขยับครับ!”
เสี่ยวจางรีบเข้ามากดไหล่เขาไว้ “หัวหน้า ค่อย ๆ ขยับนะครับ เพิ่งรอดตายมาได้ แผลอย่าเพิ่งปริอีกเลย”
“หุบปาก” ลู่ฉือหยวนเอ่ยเสียงต่ำ แฝงอำนาจที่ไม่เปิดช่องให้โต้แย้ง
เขาพิงผนังดิน สีหน้าหม่นทะมึน “รีบไปจัดการงาน”
“อะไรนะครับ?”
“เรื่องที่ลานตากข้าววันนี้ นอกจากเรื่องหมูป่าถูกล่า เรื่องอื่นปิดให้หมด”
“ไปบอกหวังเถี่ยจวินให้รู้กันไว้ ถ้าไม่อยากให้ทั้งหมู่บ้านต้องแบกรับข้อหาปกป้องพวกปฏิกิริยา ก็ให้ชาวบ้านทุกคนระวังปาก อย่าปล่อยข่าวแพร่ออกไป”
ลู่ฉือหยวนหยุดไปครู่หนึ่ง แววตาคมกริบขึ้น
“เรื่องที่สหายซูใช้มือเปล่าจัดการเจ้าหน้าที่ติดอาวุธห้าคน รวมถึงสมุดบัญชีดำที่เธอเอาออกมา ห้ามแพร่ออกจากหมู่บ้านนี้เด็ดขาด! พื้นเพครอบครัวเธอก็อ่อนไหวอยู่แล้ว ถ้าถูกเล่นงานข้อหา ‘ป้องกันตัวเกินกว่าเหตุ’ กับ ‘ซุกซ่อนหลักฐาน’ คนที่อยู่เบื้องหลังหลี่เซิ่งลี่ไม่มีทางปล่อยเธอไปแน่!”
