การคัดเลือกนางในครั้งแรกของฮ่องเต้พระองค์ใหม่ แต่ละตระกูลต่างเบียดเสียดแย่งชิงส่งบุตรสาวเข้าวัง ฟางเจิ้งอัน ขุนนางกรมอาญา จะพลาดโอกาสก้าวกระโดดสู่ความรุ่งโรจน์นี้ได้อย่างไร
เขาจึงใจแข็งแยกหญิงคนรักกับคู่หมาย พร้อมใช้ชายในดวงใจของนางเป็นเครื่องบีบบังคับ ให้นางเข้าวังคัดเลือกนางใน
ผ่านไปสองสามวัน ราชโองการพระราชทานตำแหน่งท่ามกลางคำวิงวอนของคนตระกูลฟาง ในที่สุดก็มาถึง
ฟางเจิ้งอันถือราชโองการ มือสั่นเทา
ไม่ใช่เพราะตื่นเต้น แต่เพราะบุตรสาวของเขาหนีไปแล้ว
ฟางจือเวย อายุสิบเจ็ด รูปร่างงดงาม เก่งกาจด้านดนตรี หมากล้อม อักษร และภาพวาด เป็นสตรีผู้มากความสามารถที่มีชื่อเสียงทั่วเมืองหลวง
ข้อเสียเพียงหนึ่งเดียวคือนางมีหัวคิดเป็นของตนเองเหลือเกิน
สามวันก่อน นางทิ้งจดหมายไว้ฉบับหนึ่ง แล้วพาคนรักซึ่งเป็นเสมียนเล็ก ๆ ในสำนักบัณฑิตออกนอกเมืองไปในยามราตรี หนีตามกันไป
ในจดหมายเขียนไว้อย่างเกรงใจว่า “ท่านพ่อ บุตรสาวอกตัญญู แต่ว่าบุตรสาวเพียงอยากแต่งงานกับผู้ที่ตนชอบ หากฝ่าบาททรงโปรดปรานใบหน้าของข้า เช่นนั้นท่านพ่อสู้ไปอำเภอกูซูรับน้องชายคนนั้นของข้ากลับมา ให้เขาเข้ามาแทนข้าเถิด”
ฟางเจิ้งอันโกรธแทบสิ้นใจตายในทันที
น้องชายเจ้าเป็นบุรุษ เจ้าไม่รู้หรืออย่างไร! ไอ้ลูกทรพี
เมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ทางแก้ปัญหาสำคัญที่สุดคือการหาวิธีจัดการ ฟางเจิ้งอันเรียกภรรยาและบุตรชายสองคนที่เข้ารับราชการแล้วมาอยู่ตรงหน้า ชี้หน้าภรรยาตวาดใหญ่
“เจ้าตามใจนางเสียจนเสียคน นางเอาเรื่องนี้มาทำเล่นสนุกกับชีวิตคนทั้งตระกูลฟางข้า”
ภรรยาฟางเอวอ่อน ทิ้งตัวนั่งถือผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตา “นายท่านลงโทษข้าเถิด ข้าอบรมจือเวยไม่ดี ปล่อยให้นางก่อความผิดใหญ่หลวงเช่นนี้ ฮือ ๆ…”
บุตรชายใหญ่รีบประสานมือขอร้อง “ท่านพ่ออย่าได้ตำหนิท่านแม่ ข้าผู้เป็นพี่ใหญ่…”
บุตรชายรองก็ประสานมือบ้าง “ข้าผู้เป็นรองพี่…”
ฟางเจิ้งอันฟาดฝ่ามือลงบนโต๊ะ โกรธจนเส้นเอ็นปูดโปน “หุบปากให้หมด เรื่องนี้แก้ไม่ได้ทั้งตระกูลต้องมีความผิด ถึงตอนนั้นพวกเจ้าจงไปแสดงความเป็นแม่ลูกแสนซึ้งอยู่ในคุกหลวง”
สามแม่ลูกเงียบเสียง
พ่อบ้านหน้าเศร้าเดินเข้ามา “นายท่าน คุณหนูหนีครานี้ เกรงว่ามีการเตรียมการมาล่วงหน้า คนของเราไล่ตามไปสองวัน ร่องรอยขาดช่วง เกรงว่า…”
“เกรงว่าอะไร?!”
“เกรงว่าคงตามหายากแล้ว”
ฟางเจิ้งอันทรุดนั่งบนเก้าอี้ หน้าซีดราวกับตาย
ความผิดฐานหลอกลวงเบื้องสูง คือต้องถูกประหารทั้งตระกูล
ฝ่าบาททรงยากลำบากพระทัยภายใต้คำทูลเกล้าฯ ของเหล่าขุนนางจึงทรงยอมคัดเลือกนางใน หากเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ฝ่าบาทย่อมมีเหตุผลอย่างยิ่งที่จะล้มเลิกผลการคัดเลือกครั้งนี้
เมื่อถึงตอนนั้น ฝ่ายไทเฮาย่อมเป็นคนแรกที่ไม่มีทางให้อภัยตระกูลฟาง
ย้อนนึกถึงเนื้อความในจดหมาย ฟางเจิ้งอันกำหมัดแน่น “ไปอำเภอกูซูรับตัวคนมา”
ดังนั้น ฟางจือเยี่ยนที่ถูกหลงลืมมาโดยตลอด จึงถูกนำตัวมายังเมืองหลวง
หลังจากนั้นหลายวัน คนใช้มาส่งข่าว “นายท่าน ฮูหยิน ซาน…คุณชายมาแล้วขอรับ”
สามีภรรยาสองคนเบนศีรษะไปพร้อมกัน
หน้าประตูมีวัยรุ่นชายผู้หนึ่งยืนอยู่ อายุราวสิบเจ็ดสิบแปด รูปร่างสูงโปร่ง สวมชุดยาวสภาพไม่นับว่าใหม่ มวยผมดำขลับรวบไว้อย่างไม่พิถีพิถัน หน้าตาวิจิตรงดงามดุจเดินออกมาจากภาพวาด สิ่งสำคัญยิ่งคือ ใบหน้านั้น ดูคล้ายฟางจือเวยถึงเจ็ดส่วนจริง ๆ
เพียงแต่ฟางจือเวยนั้นอ่อนโยนงดงาม แต่วัยรุ่นผู้นี้กลับมีแววตาราวกับแฝงความดื้อรั้นไม่ยอมใคร มุมปากยกเล็กน้อย ราวกับพร้อมจะเอ่ยคำให้คนโกรธตายเมื่อไหร่ก็ได้
ฟางเจิ้งอันรู้สึกเลือนรางชั่วขณะ หวนนึกถึงหญิงงามผู้หยิ่งผยองและดื้อดึงเมื่อหลายปีก่อน
ไม่เหมือนจิตใจซับซ้อนของเจ้าพนักงานฟาง
ฮูหยินฟางเห็นเขา แววตาฉายแววแห่งความหวัง
แววตานั้น ราวกับคนจมน้ำคว้าฟางเส้นสุดท้ายไว้ได้ หรือเหมือนหมาป่าหิวโหยเห็นเหยื่อ
ฟางจือเยี่ยนถูกสายตาสองคู่จับจ้องอยู่ ปัดเสื้อผ้าเล็กน้อย แล้วภายใต้การบอกใบ้ของพ่อบ้านจึงคารวะ “ลูกฟางจือเยี่ยนคารวะท่านพ่อ ท่านแม่”
ฟางเจิ้งอันสูดลมหายใจลึก บีบรอยยิ้มเมตตา “จือเยี่ยนเอ๋ย จากกันหลายปี เจ้าสูงขึ้นอีกแล้ว”
จากกันถึงสิบปี จะไม่สูงขึ้นได้อย่างไร
“ลำบากท่านพ่อเป็นห่วง”
ฟางเจิ้งอันพูดคุยไร้สาระกับเขาสองสามประโยค แล้วเข้าเรื่องสำคัญ เอ่ยถึงมูลเหตุของเรื่องทั้งหมด
ฟางจือเยี่ยนฟังจบ นิ่งเงียบไปนาน
เขาเป็นบุรุษ ถึงตัวจะเตี้ยกว่าเล็กน้อย ผอมบางกว่าหน่อย แต่ก็ไม่ถึงกับปลอมเป็นสตรีรอดพ้นสายตาในวังได้กระมัง
ฮูหยินฟางราวกับมองออกว่าเขาลังเล จึงปลอบ “พี่สาวของเจ้าคงมีแผนอยู่ก่อนแล้ว วันคัดเลือกนางใต้นางสวมรองเท้าส้นสูง บัดนี้เมื่อมองดู ก็สูงไม่ต่างกับร่างของเจ้าในตอนนี้เลย”
ฟางจือเยี่ยนฟังแล้วแทบปริแตก กลายเป็นว่าเรื่องนี้มุ่งมาที่เขาโดยตรง
ฟางเจิ้งอันและฮูหยินร่วมไม้ร่วมมือกัน คงไว้ซึ่งแววตาเมตตา “ข้ารู้ว่ามันอันตราย แต่พวกเราไม่มีทางอื่นแล้ว หนนี้เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายทั้งตระกูลของเราชาวฟาง”
เขายื่นราชโองการกับจดหมายของฟางจือเวยให้ไปด้วยกัน
ฟางจือเยี่ยนอ่านจบ ก็นิ่งเงียบ
ในโลกนี้ ย่อมมีผู้คนเพราะความรักใคร่ ก่อเรื่องสะเทือนฟ้าดินถึงขั้นเอาหัวไปเสี่ยง
เพียงแต่หัวที่หล่นนั้นคือศีรษะของทุกคนในตระกูลฟาง
เขาเงยหน้าขึ้นช้า ๆ สีหน้าซับซ้อน “ท่านพ่อ เรื่องนี้เสี่ยงเกินไปยิ่งนัก…”
“เจ้ากับพี่สาวเจ้าเหมือนกัน นี่คือข้อได้เปรียบสูงสุดของตระกูลฟางเรา”
ฟางเจิ้งอันกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เจ้าวางใจเถิด องค์ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันทรงมีชื่อเสียงเลื่องลือว่าทรงงานหนักไม่เสวย ไม่ใกล้ชิดสตรี ตราบใดที่เจ้าเก็บตัวไม่เด่นดัง หนึ่งปีครึ่งปีให้หลัง ข้าจะหาทางให้เจ้ากับจือเวยเปลี่ยนตัวกลับมา”
“เมื่อถึงเวลานั้น ข้าจะมอบเงินสองหมื่นตำลึง ให้เจ้ากับยายของเจ้าอยู่กินอย่างสุขสบายที่อำเภอกูซู”
ฟางจือเยี่ยน “…เรื่องนี้จริงหรือ?”
“เป็นธรรมดา หากเจ้าไม่เชื่อข้า ให้ลงนามประทับลายนิ้วมือได้”
ฟางจือเยี่ยนสูดลมหายใจลึก รีบไตร่ตรอง เขาตั้งแต่เล็กมารดาเสียชีวิต บิดาไม่เหลียวแล ติดตามยายใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในอำเภอกูซู
ถึงแม้ไม่ร่ำรวย แต่ก็ไม่ขาดเครื่องนุ่งห่มอาหารการกิน เพียงแต่หลายปีมานี้ ร่างกายยายอ่อนแอลงทุกที
หากอยากเชิญหมอฝีมือดีก็ต้องใช้เงินก้อนใหญ่
ดูท่าทีของตระกูลฟาง ในวังหลวงนี้เขาไม่มีทางเลือกจำต้องเข้าแล้ว
ต่อต้านจนตัวตายสู้แสร้งเชื่อฟังดีกว่า จากนั้นคอยหาโอกาสลงมือภายหลัง
เมื่อคิดตกแล้ว เขาจึงยิ้ม
“มอบเงินให้ข้าสามพันตำลึงก่อน ที่เหลืออีกหนึ่งปีต่อจากนี้ไปจะต้องชำระให้ข้า กับทั้งเชิญหมอดีมาดูแลรักษาโรคให้ยายของข้า”
สามีภรรยาตระกูลฟางสบตากัน ไม่ได้ตอบรับในทันที
“นี่เป็นเรื่องเอาหัวไปเสี่ยงของข้า เงื่อนไขเพียงเท่านี้ไม่นับว่าเรียกร้องเกินควรเลย ยิ่งไปกว่านั้น หากยายของข้าสุขภาพดีขึ้น ข้าเองก็จะรู้สึกซาบซึ้งใจ รับใช้ตระกูลฟางย่อมทุ่มเทแรงกายใจมากขึ้น”
ฟางเจิ้งอันกวักมือเรียกพ่อบ้าน “เขียนเงื่อนไขให้ชัดเจน พวกเราลงนามประทับลายนิ้วมือ”
ฟางจือเยี่ยนรับกระดาษจากพ่อบ้านยื่นให้ ดูอย่างละเอียดแล้วจึงลงนาม
ฮูหยินฟางจัดเรือนพักที่สะอาดเงียบสงบให้เขา ยกบ่าวรับใช้ที่เคยดูแลฟางจือเวยทั้งหมดให้เขา ให้เขาภายในหนึ่งเดือนทำความคุ้นเคยกับอุปนิสัยของฟางจือเวย เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกจับได้
มิหนำซ้ำยังไม่รู้ไปเอายาเม็ดเปลี่ยนเสียงมาจากไหน เมื่อกินเข้าไปแล้วเปลี่ยนเส้นเสียงได้
ขณะนี้ เหลือเวลาอีกหนึ่งเดือนก่อนที่เขาจะปลอมกายเป็นสตรีเข้าวัง
ตระกูลฟางเชิญแม่นมที่เกษียณออกจากวังมาสอนมารยาทให้เขา ตั้งแต่การเดิน การพูด การกินข้าว การจิบชา ไปจนถึงการทำความเคารพ
เขาเปลี่ยนใส่กระโปรง เขียนคิ้วแต่งแต้มบางเบา ยัดหมั่นโถวสองลูกไว้ที่อก ต่อหน้าแม่นมกลับไม่เผยพิรุธเด่นชัดเลย
“คุณหนูฟาง เมื่อพบไทเฮาต้องทำความเคารพเช่นนี้…”
“คุณหนูฟาง เวลาผู้สูงศักดิ์ถามเจ้า ห้ามเงยหน้าขึ้นมอง…”
อยู่ด้วยกันครึ่งเดือน แม่นมพอใจต่อการแสดงออกของเขายิ่ง “สมกับเป็นกุลสตรีลือนามในเมืองหลวง คุณหนูฟางยิ้มหรือขมวดคิ้วล้วนทำให้คนไม่อาจละสายตาได้”
ฟางจือเยี่ยนยกมือปิดหน้าหาว “ขอบคุณแม่นมที่ชมเชย”
ค่ำคืนวันนั้น แม่นมมาลาต่อหน้าฮูหยินฟาง “ข้ามองว่าคุณหนูทุกด้านเหมาะสมแล้ว เวลาที่เหลือนี้จึงคืนให้พวกท่านได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันสักครั้ง ตัวข้าเองจะกลับไปรายงานต่อไทเฮา”
ฮูหยินฟางมอบของตอบแทนหลายสิ่ง ความกังวลในใจกดลงไปได้บ้าง
แม้แต่แม่นมที่อยู่ด้วยกันทุกวันยังมองความผิดปกติไม่ออก
รอถึงคราวเข้าวังไปทำตัวต่ำต้อยสักหน่อย เกรงว่าฝ่าบาทเองก็คงไม่ทรงสังเกตเห็นคนผู้นี้เช่นกัน
หากภายหน้าจือเวยกลับใจ ก็ยังสลับตัวสองคนกลับมาได้
เหลื่อเวลาเข้าวังอีกไม่กี่วัน ฟางจือเยี่ยนพิงขอบหน้าต่าง เบื่อหน่ายเต็มทนมองเด็กรับใช้ข้างนอกกำลังกวาดลานบ้าน
ม่านประตูถูกเลิกขึ้น หลานรั่ว สาวใช้คนสนิทของฟางจือเวยเดินเข้ามา เห็นคนตรงหน้าต่าง ก็ยังรู้สึกเลือนรางไปหนึ่งวินาที นึกว่าเป็นคุณหนูเสียอีก
“คุณชาย นายท่านบ่าวองครักษ์จากเรือนข้างหน้ามาแจ้งว่า หมอดีที่เชิญไปถึงตำบลจื่อสุ่ยเพื่อตรวจชีพจรให้ฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว”