อำเภอชิงเหอ บ้านตระกูลอู๋
“ฮูหยินซี ดังคำโบราณว่าไว้ สามีติดหนี้ ภรรยาต้องชดใช้แทน นี่เป็นหลักฟ้าดินโดยแท้! ท่านคงไม่อยากให้คนในครอบครัวเกิดเรื่องขึ้นหรอกกระมัง?”
ภายในห้องโถงประกอบพิธีศพของตระกูลอู๋ ธงขาวพลิ้วไหว หญิงงามล่มเมืองผู้หนึ่งคุกเข่าอยู่บนเบาะฟาง ร้องไห้สะอึกสะอื้นเบา ๆ อยู่หน้าศพที่คลุมด้วยผ้าขาว
ผู้ที่เพิ่งเอ่ยปากคือชายสวมอาภรณ์ดำ ใบหน้ามีแผลเป็น ผู้เรียกตนเองว่าหลินหู่ เป็นอันธพาลชื่อกระฉ่อนในละแวกนี้
เบื้องหลังเขามีลูกสมุนหน้าตาไม่น่ามองยืนอยู่หลายคน ดวงตาเจ้าเล่ห์คู่แล้วคู่เล่าจับจ้องซีชิวเสวี่ย ราวกับอยากใช้สายตาถอดเสื้อผ้าป่านหยาบของนางออกเสียให้ได้
เมื่อเห็นคนพวกนี้ ซีชิวเสวี่ยก็รู้สึกขมขื่นในใจ
เดิมทีนางเป็นหญิงงามประจำหมู่บ้านอู๋เจีย เมื่อสามเดือนก่อนแต่งให้ท่านหมออู้ ตั้งใจจะใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ใครจะคิดว่าเมื่อวานซืนท่านหมออู้ขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพร แล้วถูกงูพิษกัดจนเสียชีวิต
ศพยังไม่ทันได้ฝัง เจ้าหนี้กลับมาดักรอถึงหน้าประตูเสียก่อน
“ท่านหลิน” ซีชิวเสวี่ยเอ่ยเสียงสั่นเครือเจือสะอื้น “ขอร้องท่านโปรดผ่อนผันสักสองสามวัน สามีข้าเพิ่งจากไป เงินที่เขาติดค้างไว้ ข้าจะชดใช้ให้แน่นอน...”
“ชดใช้? เจ้าจะเอาอะไรมาใช้?” หลินหู่หัวเราะเยาะ “สามีเจ้ายืมเงินไปสร้างบ้านอิฐหลังใหญ่หลังนี้ เจ้าสตรีที่ไม่เคยจับงานหนัก ทั้งไม่รู้จักรักษาคนและไม่รู้จักทำนา จะเอาชีวิตไปชดใช้หรือ? นั่นตั้งเจ็ดสิบตำลึงเชียวนะ!”
“อะไรนะ?” ซีชิวเสวี่ยเงยหน้าพรวด ดวงตากลมโตเบิกกว้าง “ไม่ใช่ห้าสิบสองตำลึงหรือ? เหตุใดถึงกลายเป็นเจ็ดสิบตำลึงได้?”
“ฮ่า ๆ ฮูหยินซี พวกเราทำการค้าก็ต้องคิดดอกเบี้ยกันบ้างสิ” หลินหู่ยิ้มไม่ถึงดวงตา ล้วงสัญญาที่มีรอยนิ้วมือแดงประทับอยู่จากอกเสื้อ ก่อนสะบัดมันกลางอากาศ “ดอกทบต้น รวมเป็นเจ็ดสิบตำลึง ขาดไปแม้แต่เฟินเดียวก็ไม่ได้ สัญญาอยู่ตรงนี้แล้ว หรือเจ้าคิดจะเบี้ยวหนี้?”
ซีชิวเสวี่ยขยับเข้าไปดูใกล้ ๆ รอยนิ้วมือสีแดงที่บาดตานั้นเป็นของสามีผู้ล่วงลับจริง ๆ
นางรู้สึกมึนงงราวกับฟ้าดินหมุนคว้าง เกือบล้มลงบนเบาะฟาง
“สามี...เหตุใดถึงลงนามในสัญญาเช่นนี้...” นี่มันเงินกู้นอกระบบชัด ๆ!
นางคิดไม่ตกจริง ๆ ว่าสามีผู้ซื่อสัตย์และใช้ชีวิตเรียบง่ายมาตลอด เหตุใดจึงไปกู้เงินมากมายขนาดนี้?
ไม่เคยได้ยินเขาพูดถึงเลยสักครั้ง
“พอแล้ว!” แววตาของหลินหู่ฉายประกายหื่นกาม เขาก้มตัวลงพูดเสียงต่ำ “ฮูหยิน ดูผิวพรรณเนียนนุ่มของท่านสิ หากหาเงินมาชดใช้ไม่ได้...พี่ชายคนนี้มีทางออกให้ท่านอยู่ทางหนึ่ง จากนี้ไปมาอยู่กับข้า ข้าจะยกหนี้ก้อนนี้ให้ ทั้งยังให้ท่านได้กินดีอยู่ดี จะว่าอย่างไร?”
ระหว่างพูด หลินหู่กวาดตามองลำคอขาวเนียนของซีชิวเสวี่ย พลางลอบคิดคำนวณในใจ: สตรีผู้นี้ช่างเป็นโฉมงามหาตัวจับยาก! รอข้าเล่นจนเบื่อแล้ว ค่อยขายเข้าโรงคณิกา รับรองว่าทำเงินให้ข้าได้วันละเป็นกอบเป็นกำ! ฮ่า ๆ ร่ำรวยแล้ว...
“เงิน...ข้ามีเงิน”
ทันใดนั้น เสียงใสกังวานเสียงหนึ่งก็ดังมาจากนอกประตู
เงาร่างสูงใหญ่พุ่งเข้ามา ยืนขวางหน้าซีชิวเสวี่ยไว้อย่างมั่นคง
ผู้มาเยือนมีรูปร่างสูงสง่า หน้าตาหล่อเหลา แม้สวมเพียงเสื้อคลุมยาวผ้าหยาบที่ซักจนสีซีด แต่เมื่อยืนอยู่ต่อหน้าหลินหู่ผู้มีท่าทางดุร้าย แผ่นหลังก็ยังตั้งตรงแน่วแน่ ไร้แววหวาดกลัวแม้แต่น้อย
“ข้านึกว่าใคร ที่แท้ก็เฉินโยว ลูกมือของท่านหมออู้!” หลินหู่เหลือบตามองแล้วหัวเราะเยาะ “อย่างไร อยากออกหน้าแทนแม่เจ้าหรือ? แม่เจ้าติดหนี้ข้าตั้งเจ็ดสิบตำลึงเชียวนะ!”
เฉินโยวยื่นโฉนดที่ดินในมือออกมาแล้วกล่าวว่า “นี่คือโฉนดที่ดินที่บิดามารดาข้าทิ้งไว้ มีทั้งหมดสามหมู่ ท่านลองดูว่ามีค่าเท่าไร”
“โอ้?”
หลินหู่รับโฉนดที่ดินมาอย่างประหลาดใจ กวาดตามองแวบหนึ่ง จากนั้นก็แสยะยิ้ม “ฮ่า ๆ ดูไม่ออกเลยนะว่าเจ้าหนุ่มนี่กตัญญูต่ออาจารย์หญิงของเจ้าไม่น้อย! ที่ดินตั้งสามหมู่แน่ะ เอาละ ข้าคิดให้สิบตำลึง!”
“อะไรนะ! ก่อนหน้านี้มีคนบอกข้าว่าที่ดินผืนนี้มีค่าถึงสามสิบตำลึง...”
“พลั่ก!”
ยังไม่ทันพูดจบ หลินหู่ก็เตะเข้าที่ท้องของเฉินโยว
เฉินโยวเซถลาไปชนโต๊ะเก้าอี้ด้านหลัง จนกาน้ำชาตกแตกกระจายบนพื้น
“เฉินโยว เจ้าเป็นอะไรหรือไม่...”
ซีชิวเสวี่ยรีบประคองเขาไว้ พลางจ้องคนกลุ่มนั้นด้วยความโกรธ “พวกเจ้าทำร้ายคนได้อย่างไร?”
“แค่ตีเจ้ายังนับว่าเบา! ยุคนี้ทำนาจะได้เงินสักเท่าไร? คิดให้สิบตำลึงก็ถือว่าท่านหลินอย่างข้าเมตตาแล้ว ถ้ายังพูดมากอีก ข้าจะฟาดเจ้าเสีย!”
หลินหู่ถลึงตาดุร้ายใส่เฉินโยว แล้วพูดต่อว่า “สิบตำลึงนี้ถือเป็นดอกเบี้ย ข้าจะให้เวลาพวกเจ้าอีกหนึ่งเดือน...”
หลินหู่ลอบคิดคำนวณอยู่ในใจ: ให้เวลาหนึ่งเดือน ดอกเบี้ยก็จะทบขึ้นมาได้อีกสิบตำลึง ถึงตอนนั้นเจ้าคนจนสองคนนี้จะเอาอะไรมาใช้หนี้? ผ่อนผันให้หนึ่งเดือน นอกจากจะกอบโกยเงินได้อีกก้อนแล้ว ถึงเวลานั้นแม่ม่ายสาวอย่างซีชิวเสวี่ยก็ยังหนีเงื้อมมือเขาไม่พ้น เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว!
“แต่พวกเจ้าจงจำไว้ให้ดี อย่าคิดหนีไปเงียบ ๆ” หลินหู่เก็บโฉนดที่ดิน พลางข่มขู่อย่างเหี้ยมเกรียม “คนของข้าอยู่ทั่วละแวกนี้ หากข้ารู้ว่าพวกเจ้าคิดหนี ข้าจะหักขาพวกเจ้าทิ้งเสีย! ไป!”
หลินหู่โบกมือ แล้วเดินออกจากบ้านตระกูลอู๋ไปอย่างวางอำนาจ
“ฮือ ๆ ๆ...แล้วข้าจะทำอย่างไรดี?”
ซีชิวเสวี่ยมองศพสามีที่คลุมด้วยผ้าขาวอยู่บนพื้น อดเอามือปิดหน้าร้องไห้ไม่ได้ ไหล่อันบอบบางสั่นระริก ดูอับจนหนทางยิ่งนัก
เฉินโยวกุมท้อง ลุกขึ้นยืนพลางถอนหายใจเบา ๆ
จะว่าไป เขาเองก็อับจนหนทางเต็มที
เมื่อสามวันก่อน เขายังเป็นคนยุคปัจจุบัน เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย แต่พอตื่นขึ้นมาจากการนอนหลับ กลับทะลุมิติมายังโลกโบราณแห่งนี้อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
ร่างเดิมสิ้นใจเพราะติดหวัดพอดี เขาจึงได้เข้ามาครอบครองร่างนี้
เจ้าของร่างเดิมเป็นคนอาภัพ บิดามารดาเสียชีวิตตั้งแต่ยังเล็ก ตอนอายุสิบกว่าปีก็ได้รับการอุปการะจากท่านหมออู้
ปกติเขาติดตามท่านหมออู้ออกไปเก็บสมุนไพรและทำนา จึงนับว่าเป็นความสัมพันธ์ฉันอาจารย์กับศิษย์!
อยู่กินร่วมชายคากันมาหลายปี ที่จริงก็ไม่ต่างจากคนในครอบครัว
แต่ใครจะคิดว่าเขาเพิ่งทะลุมิติมาได้สามวัน ยังไม่ทันปรับตัวกับชีวิตใหม่ อาจารย์ที่ได้มาแบบไม่คาดฝันก็ถูกงูพิษกัดตายเสียแล้ว
“อาจารย์หญิง อย่าเสียใจไปเลย ข้ามีวิธี...”
เฉินโยวยังพูดไม่ทันจบ ซีชิวเสวี่ยก็เอ่ยขึ้นด้วยแววตาเป็นห่วงว่า “เฉินโยว ที่ดินผืนนั้นเป็นทุนที่บิดามารดาของเจ้าทิ้งไว้ให้เจ้าแต่งภรรยานะ! เจ้าจะเอาออกมาได้อย่างไร...”
ในยุคสมัยนี้ ที่ดินคือชีวิตของชาวนา
หากไม่มีที่ดินแล้ว ต่อไปคิดสร้างครอบครัวและตั้งตัวคงยากลำบาก
เฉินโยวกล่าวอย่างจริงจังว่า “อาจารย์หญิง ท่านอาจารย์จากไปแล้ว ข้าไม่อยากเห็นท่านเกิดเรื่องขึ้นด้วย ที่ดินหมดไปก็ยังหาใหม่ได้ แต่ถ้าคนไม่อยู่แล้ว ก็ไม่เหลืออะไรอีก”
คำพูดของเขาฟังดูชอบธรรมยิ่งนัก แต่ในใจแท้จริงแล้วก็มีความเห็นแก่ตัวอยู่บ้าง
เพราะเมื่อคืน เขาพบว่าหลังจากทะลุมิติมา ในสมองกลับมีลูกแก้วสีเขียวเม็ดหนึ่งเพิ่มขึ้นมา ลอยอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ
จากข้อมูลที่ลูกแก้วส่งมา ลูกแก้วนี้เรียกว่า “มณีอธิษฐานราคะ”
ในโลกนี้ มนุษย์มีทั้งเจ็ดอารมณ์และหกปรารถนา ทุกคนล้วนพันพัวด้วยความปรารถนาอันไม่มีที่สิ้นสุด
ไม่ว่าจะเป็นความโลภ ความหวาดกลัว หรือความยึดมั่น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นรูปธรรมของความปรารถนา
มณีอธิษฐานราคะเม็ดนี้สามารถมองเห็นความปรารถนาและความยึดมั่นที่แผ่ออกมาจากตัวผู้อื่นได้
เมื่อทำให้ความปรารถนาเหล่านั้นเป็นจริง ก็จะเปลี่ยนมันให้กลายเป็นค่าอธิษฐาน
และค่าอธิษฐานสามารถใช้แลกเปลี่ยนความสามารถต่าง ๆ ได้
ในตอนนี้ ความสามารถที่มณีเปิดให้เขาใช้งานแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก ได้แก่ 【ข้อมูล】 และ 【ฝึกตน】
ส่วนที่เรียกว่าข้อมูล ก็คือโอกาสทางการค้า ข่าวสาร วิกฤตการณ์ หรือแม้แต่โอกาสวาสนาที่ซ่อนอยู่รอบตัว!
เพียงใช้ค่าอธิษฐานสิบแต้ม เฉินโยวก็สามารถได้รับข่าวสารที่ตนจำเป็นต้องรู้อย่างเร่งด่วนหนึ่งเรื่อง
นี่คือเหตุผลที่เขากล้ารับปากต่อหน้าหลินหู่ และถึงขั้นยอมขายที่ดินเพื่อช่วยอาจารย์หญิง
มีมณีเม็ดนี้อยู่ในมือ ยังต้องกลัวว่าจะหาหนทางหาเงินหลายสิบตำลึงไม่ได้อีกหรือ?
อย่างไรก็ตาม การใช้มณีอธิษฐานราคะมีเงื่อนไขอยู่ข้อหนึ่ง
นั่นคืออีกฝ่ายต้องมีค่าความรู้สึกดีต่อเจ้าเกินหกสิบแต้ม!!
เหตุผลก็คือ เมื่ออีกฝ่ายมีความรู้สึกดีต่อเจ้า สภาพจิตใจของเขาจะไม่ระแวดระวังเจ้า มณีอธิษฐานราคะจึงจะมองเห็นความปรารถนาของอีกฝ่ายได้
เมื่อคืนเขาเดินสำรวจรอบ ๆ แล้วพบว่า ในบรรดาคนรอบตัว มีเพียงอาจารย์หญิงที่มีค่าความรู้สึกดีต่อเขาถึงหกสิบแต้มพอดี
ดังนั้น การช่วยอาจารย์หญิงไว้จึงทำให้เขาได้รับค่าอธิษฐานจากนาง
ความปรารถนาของนางมีอยู่ถึงห้าประการ
【ความปรารถนาของซีชิวเสวี่ย】
【ความปรารถนาข้อที่หนึ่ง: หวังให้สามีฟื้นคืนชีพ หากทำสำเร็จ จะได้รับค่าอธิษฐาน 500 แต้ม】
【ความปรารถนาข้อที่สอง: หวังว่าจะปลดหนี้ได้หมด หากทำสำเร็จ จะได้รับค่าอธิษฐาน 50 แต้ม】
【ความปรารถนาข้อที่สาม: น้องสาวติดหวัดและเสียเลือดลม หากได้กินปลาสามสีสักตัว ร่างกายจะต้องฟื้นตัวได้เร็วขึ้นแน่! หากทำสำเร็จ จะได้รับค่าอธิษฐาน 30 แต้ม】
【ความปรารถนาข้อที่สี่: ติดเงินหลินหู่ หวังว่าเขาจะผ่อนผันเวลาให้สักระยะ หากทำสำเร็จ จะได้รับค่าอธิษฐาน 40 แต้ม (สำเร็จแล้ว)】
“เอ๊ะ ความปรารถนาข้อที่สี่สำเร็จแล้ว!”
เมื่อเห็นค่าอธิษฐาน 40 แต้มเข้าบัญชี เฉินโยวก็มีสีหน้ายินดี
จากนั้นเขาก็มองไปยังความปรารถนาข้อที่ห้า!
ทันใดนั้นแววตาของเขาก็เคร่งขรึม เพราะความปรารถนาข้อที่ห้ากลับเกี่ยวข้องกับเขา!
